"กรมการขนส่งทางบก" เตือนอย่าเสี่ยงขับ เผย 9 อาการที่มีผลต่อการขับรถ

"กรมการขนส่งทางบก" เตือนอย่าเสี่ยงขับ เผย 9 อาการที่มีผลต่อการขับรถ

"กรมการขนส่งทางบก" แนะเช็ค 9 อาการที่มีผลต่อการขับรถ เตือนผู้ที่มีโรคเหล่านี้อย่าเสี่ยงขับรถคนเดียว ควรมีคนขับให้จะปลอดภัยที่สุด

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เพจเฟซบุ๊ก กรมการขนส่งทางบก โพสต์ข้อความเผย 9 อาการ ที่มีผลต่อการ "ขับรถ" พร้อมแนะผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการขับรถคนเดียว มีคนขับให้จะปลอดภัยที่สุด

 

 

"กรมการขนส่งทางบก" ระบุว่า การเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายกรณีมีสาเหตุจากปัญหาสุขภาพของตัวผู้ขับขี่ ซึ่งมีผลต่อสมรรถนะในการขับขี่ เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและเพื่อนร่วมทาง จึงนำ 9 อาการมีผลต่อการขับรถ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถคนเดียว มีคนขับให้ปลอดภัยที่สุด มาฝากกัน

 

อาการเกี่ยวกับสายตา

ควรเลี่ยงการขับรถกลางคืน สำหรับผู้ที่จอประสาทตาเสื่อม จะมองเห็นเส้นทางเวลากลางคืนไม่ชัดเจน ผู้ที่เป็นต้อหิน ต้อกระจก จะมีมุมมองสายตาแคบ มองเห็นไฟจราจรพล่ามัว

 

อาการหลงลืม

ส่งผลต่อการตัดสินใจ หรืออาการสมองเสื่อมที่มักพบในผู้สูงอายุ จดจำเส้นทางไม่ได้ อาจเกิดปัญหาขับรถหลงทางได้

 

อาการปวดบริเวณต่างๆ

อาการปวด เช่น ปวดข้อเข่า เหยียบเบรก/คันเร่งได้ไม่เต็มที่ หรือกระดูกคอเสื่อม หันคอ หันหน้าดูการจราจรได้ลำบาก หลีกเลี่ยงการขับรถทางไกลเป็นเวลานาน หากเกิดอุบัติเหตุมีความเสี่ยงในการบาดเจ็บรุนแรง

 

 

พาร์กินสัน

การตัดสินใจช้าลง ผู้สูงอายุ และวัยทำงานสามารถเป็นได้ เกิดจากระบบประสาท มักจะสั่นขณะอยู่เฉยๆ เมื่อขยับตัวอาการสั่นก็ทุเลาลง หากมีอาการรุนแรงจะทำให้เกิดภาพหลอน ก่อให้เกิดอันตรายได้ 

 

เบาหวาน (ระยะควบคุมไม่ได้)

ความสามารถในการขับขี่ลดลง หากปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้หน้ามืด ตาพร่ามัว ใจสั่น หมดสติได้ สำหรับผู้ที่อาการไม่รุนแรงหากจำเป็นต้องขับรถควรเตรียมลูกอม น้ำหวาน ทานระหว่างขับรถเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ 

 

ลมชัก

เกิดจากความผิดปกติของการส่งสัญญาณไฟฟ้าในสมอง หากมีสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียด อาจชักเกร็ง-กระตุก/เหม่อนิ่งไม่รู้สึกตัว สูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเองไปชั่วขณะ ไม่ควรขับรถ ควรปรึกษาและได้รับคำแนะนำจากแพทย์

 

อาการป่วย

ซึ่งต้องกินยาบางชนิดที่มีผลทำให้ง่วงซึมหรือง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ การตอบสนองในขับขี่ทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม ควรเลี่ยงการขับขี่ หากมีความจำเป็นต้องขับรถควรปรึกษาแพทย์

 

โรคหลอดเลือดในสมอง

ความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ลดลง ไม่มีแรงในการบังคับพวงมาลัยหรือเปลี่ยนเกียร์ เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์และรักษาอาการของโรคให้หายเป็นปกติก่อนกลับมาขับรถ

 

โรคหัวใจ

หากขับรถนานๆ เครียดกดดันจากรถติด หรือมีเหตุให้ตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า อาจทำให้แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หัวใจวายเฉียบพลันได้ นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง

 

 

"กรมการขนส่งทางบก" เตือนอย่าเสี่ยงขับ เผย 9 อาการที่มีผลต่อการขับรถ

 

ที่มา กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News /สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก