"โกดังชาบู" ปิดกิจการเซ่นโควิด-19 ย้อนเส้นทางจุดเริ่มต้นจากร้านข้างถนน

"โกดังชาบู" ปิดกิจการเซ่นโควิด-19 ย้อนเส้นทางจุดเริ่มต้นจากร้านข้างถนน

สุดยื้อ "โกดังชาบู" ประกาศปิดกิจการ เจ้าของร้านไลฟ์สดร่ำไห้ พร้อมกับขอโทษลูกค้าที่ไม่สามารถพาร้านไปต่อได้ไหวหลังเจอพิษโควิด ย้อนเส้นทางจุดเริ่มต้นจากร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง

สุดยื้อ "โกดังชาบู" ประกาศปิดกิจการ เจ้าของร้านไลฟ์สดร่ำไห้ พร้อมกับขอโทษลูกค้าที่ไม่สามารถพาร้านไปต่อได้ไหว หลังจากเจอพิษโควิด-19 พร้อมเปิดให้เช่าหรือเซ้งพื้นที่ของร้าน

 

 

เจ้าของร้าน "โกดังชาบู" ไลฟ์สดประกาศปิดกิจการทั้งน้ำตา โดยเธอบอกว่า วันนี้คงต้องจบลงจริงๆ ไปต่อไม่ไหว ทำเต็มที่จนวินาทีสุดท้ายแล้ว แม้แต่จะลงของขายยังไม่มีปัญญา คงต้องปล่อย ใครสนใจเช่าพื้นที่เซ้งร้านติดต่อได้ เงินที่ได้จากค่าเช่า ค่าเซ้ง จะนำไปเคลียร์หนี้สิน อาจจะพอนำไปตั้งร้านเล็กๆได้ก็น่าจะเป็นแบบนั้น

 

ซึ่งเจ้าของร้าน โกดังชาบู เล่าต่อว่า แฟนก็ป่วย แม่ค้าไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ มีแต่คุยได้กับลูก แฟนแม่ค้าเป็นซึมเศร้า เขาดีขึ้นแล้ว แต่ตอนนี้มีอาการอีก ไม่รู้ว่าจะดูแลเขาได้ไหม ห่วง กลัวเขาจะทำร้ายตัวเองอีก ตอนนี้แม่ค้าสุดแล้วจริงๆ ต้องขอบคุณลูกค้า ลูกเพจทุกท่านที่ให้กำลังใจ 

 

แม่ค้าพยายามแล้ว สู้แล้วแต่ไม่ไหวจริงๆ ที่เป็นแบบนี้ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ร้านปิดแล้ว แม่ค้าสู้ไม่ได้จริงๆ แค่ลงของขายวันต่อวันก็ไม่ไหวแล้ว ชักหน้าโปะหลัง แม่ค้าทำเต็มที่แล้วจะเอายังไงต่อจากนี้ก็ไม่รู้เลย

 

 

ขณะเดียวกันทางเพจร้านยังได้ย้อนความทรงจำในอดีต กว่าจะมาเป็นร้าน โกดังชาบู นั้นทางร้านก็ได้ผ่านอะไรๆมามากมาย ซึ่งกว่าที่จะมีทุกวันนี้ ในวันที่ชีวิตติดลบ ได้ตัดสินใจเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมทาง เป็นร้านเล็กๆตรงสามแยกวุฒากาศตัดถนนเทอดไท​

 

จากนั้นภายในระยะเวลา 7 ปี ก็ได้ค่อยๆทำและเก็บซื้อของเข้ามาในร้านขยายไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ ตะเกียบ เคาน์เตอร์ร้าน จากต่อไม้ตีเอาเอง ก็ทำเก็บจนซื้อเคาเตอร์อลูมิเนียม จากโต๊ะไม้อัดพับมาเป็นโต๊ะสแตนเลส​โต๊ะไม้ ตามลำดับ พอเริ่มมีเงิน ก็ซื้อของมาทำน้ำเก๊กฮวยขายตามศักยภาพที่มี 

 

จากนั้นค่อยๆเริ่มซื้อมอเตอร์ไซค์มือ 2 ไว้สำหรับจ่ายตลาด และพอผ่านไปปีกว่าๆ ก็มาเปิดร้านยำมะม่วง เอากำไรที่ได้ในแต่ละวันเก็บไว้แล้วคิดไปว่าเราจะต่อยอดยังไง

 

"โกดังชาบู" ปิดกิจการเซ่นโควิด-19 ย้อนเส้นทางจุดเริ่มต้นจากร้านข้างถนน

 

เริ่มหาทำเลใหม่

 

 

จากทำเลที่อยู่ค่าเช่าวันละ 100 ไฟดวงละ 10 บาท น้ำเหมาวันละ 10 บาท แต่ปัญหาคือ จอดรถยนต์​ไม่ได้เลย ถึงเวลาหาที่ใหม่ ซึ่งก็ใช้เวลาเป็นปีๆ ตอนนั้นร้านยังไม่พร้อมที่จะย้าย ระหว่างนั้นก็คิดไปด้วยว่าจะทำอะไรต่อสำหรับที่ใหม่

 

พอที่ตรงนั้นว่างและพร้อมที่จะย้าย ก็เข้าไปติดต่อค่าที่ตอนนั้น 6,000 บาท ที่ตรงนั้นอยู่ปากซอย​วุฒากา​ศ​ 16 พอย้ายมาก็มีร้านก๋วยเตี๋ยว​เนื้อและร้านยำ ที่ดูดีขึ้นเป็นกองดีกว่าที่เก่าและที่สำคัญจอดรถยนต์​ได้แล้ว

 

ขาย 2 อย่างนี้ไป 1-2 เดือนก็เริ่มเอายำมาม่า ยำวุ้นเส้น ข้าวหมูทอด ข้าวกะเพราหมูสับ และเริ่มคิดเมนูอาหารต่างๆมาทีละเมนู ค่อยๆใช้ฟิวเจอร์​บอร์ด​เขียนราคาขายในแต่ละเมนู ตอนนั้นเรียกได้ว่าเอากำไรมาวิจัยทำอาหารในแต่ละเมนู หาวิธีทำหาสูตรและจดทุกอย่างไว้ อันไหนใส่ก่อนและหลังจนกลายมาเป็นร้านอาหารย่อมๆภายในเวลา 1 ปีครึ่ง ร้านค่อยๆเติบโตขึ้นจนจ้างลูกน้องเริ่มจาก 1 คนจนถึง 5 คนในตอนนั้น และก็เริ่มคิดจากนี้ไปจะทำอะไรต่อดี

 

จุดเริ่มต้นร้านชาบู

 

เริ่มจากการที่เป็นคนชอบกินชาบู ตอนนั้นเริ่มวางแผนว่า ร้านชาบูต้องใช้อะไรบ้าง และก็ยังติดปัญหาเรื่องเงิน เราค่อยๆนำกำไรไปซื้อของจำเป็นมาทีละอย่างจนเต็มร้าน จากนั้นจึงเริ่มคิดหาสูตรน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู๊ดด้วยตัวเอง เมื่อได้สูตรน้ำจิ้มก็เริ่มนำของที่ซื้อไว้เพื่อเปิดเป็นร้านชาบูโดยใช้ชื่อแรกว่า "ชาบูริมทาง"

 

จากนั้นก็เริ่มซื้อของเปลี่ยนแปลงร้านไปเรื่อยๆจนร้านไม่สามารถเก็บของได้อีก จึงรอหาทำเลใหม่ ซึ่งครั้งนี้ใช้เวลาเป็นเวลาปีๆเช่นกัน จนมาเจอบ้านร้างที่สภาพทรุดโทรม น่ากลัวบริเวณถนนพระราม 4 บ่อนไก่ วันนั้นปีนเข้าไปเพื่อสำรวจพื้นที่จนได้ตรงนี้มาเป็นทำเลใหม่

 

เจ้าของร้านเริ่มซื้อของใช้เข้ามาจนแทบไม่มีที่นอน และก่อนหน้านี้ได้ซื้อรถกระบะเพื่อใช้ขนของเข้าร้านใหม่ทั้งหมดและเปิดร้านโดยใช้ชื่อว่า "โกดังชาบู"