"รศ.ดร.สถาพร" คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้“Internet of Things” เปลี่ยนธุรกิจการศึกษาอนาคต
คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ ฉายวิสัยทัศน์ การปั้นบุคลากรออกสู่ภาคธุรกิจ ต้องปรับตัวทุกทิศทางตามสถานการณ์โลกปัจจุบัน “สมาร์ทโฟน” และ “Internet of Things” จุดเปลี่ยนธุรกิจการศึกษาอนาคต
รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงทิศทางอนาคตการศึกษาไทย ว่า โลกธุรกิจทุกวันนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายที่มาจากความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีและพลวัตรทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งต้องอาศัยการดำเนินธุรกิจที่ทันต่อเหตุการณ์และสามารถปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่วงการการศึกษาที่ในอดีตไม่ได้มีพัฒนาการที่รวดเร็วมากอย่างปัจจุบันนี้
เนื่องจากองค์ความรู้ต่าง ๆ จะมีอยู่เฉพาะในตำราที่มีอยู่อย่างจำกัดภายในห้องสมุดหรือโดยการถ่ายทอดจากอาจารย์ผ่านการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น ในขณะที่สมาร์ทโฟนและ Internet of Things ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้การหาความรู้ด้วยตนเองไม่มีขีดจำกัด และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่อีกต่อไป
“ในปัจจุบันความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายในทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต การศึกษาด้านบริหารธุรกิจในยุคใหม่จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้ หากแต่เป็นการพัฒนาทักษะ (Skill) ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ โดยการพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนให้ชำนาญจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญ”
รศ.ดร.สถาพรกล่าวต่อว่าในขณะที่โลกของการศึกษากำลังมุ่งไปสู่การเตรียมความพร้อมของผู้เรียนเพื่อรองรับการมาถึงของยุคดิจิทัล เช่น ทักษะในการเขียนโปรแกรม (Coding) และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่สำหรับการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแล้ว ทักษะในเรื่องดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องหลักที่ผู้เรียนทุกคนต้องรู้อย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นที่สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบหรือแอปพลิเคชั่นเองได้
หากแต่ต้องเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านั้นว่าใช้งานอย่างไร และรู้ถึงลักษณะของข้อมูลและประโยชน์ที่จะได้รับจนสามารถหาแนวทางในการประยุกต์เทคโนโลยีเหล่านั้นมา สร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง
“ หนึ่งในทักษะที่มีความสำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจ คือ ทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งต้องไม่ใช่เป็นแค่นักคิดที่รู้ แต่ยังต้องเป็นนักปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับ “How and When to do it” การเรียนด้านบริหารธุรกิจ จึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการคิดอย่างเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และคิดในเชิงวิเคราะห์ รวมถึงมีสนามฝึกซ้อมให้ผู้เรียนได้ทดลองแก้ปัญหาทางธุรกิจด้วยตัวเองได้”
อาจารย์คนเดิมย้ำว่าในขณะที่หุ่นยนต์ (Robot) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตร หรือเป็นแบบขั้นตอน แต่ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังไม่สามารถมาทดแทนการทำงานที่ต้องอาศัยสัมผัสมนุษย์ ได้ ดังนั้นการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจยังต้องมีการสอดแทรกกระบวนการพัฒนาทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่นและทักษะในการสื่อสารด้านภาษาด้วย
สำหรับบทบาทของอาจารย์นั้นจะต้องปรับไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกที่จะทำหน้าที่ในการคลายข้อสงสัยแก่ผู้เรียนในส่วนของเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจด้วยตนเอง ตลอดจนเป็นผู้กระตุ้นและชักนำให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้และทฤษฏีมาต่อยอดหรือนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการใช้กรณีศึกษา โปรเจคของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ และเกมจำลองสถานการณ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ในการแก้ปัญหาในบรรยากาศเสมือนจริง
รศ.ดร.สถาพรย้ำด้วยว่าด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและการปรับตัวของภาคธุรกิจให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจึงต้องเป็นผู้นำทางความคิดที่รู้เท่าทันต่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้ด้วยวิสัยทัศน์ที่ผ่านกระบวนการขัดเกลาจากการทำงานวิจัยและการให้คำปรึกษาทางวิชาการอย่างใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและจะต้องสามารถคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจในอนาคตที่ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีดิจิทัลได้ด้วย
“ปัจจุบันทุกคนมีต้นทุนทางความรู้ที่เท่าเทียมกันตามข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกของอินเทอร์เน็ต แต่ทักษะต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาและต้องมีการชี้แนะจากอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์และรู้จริงเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จได้”รศ.ดร.สถาพรย้ำทิ้งท้าย





