เปิดแผนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่หน่วยงาน กทม.เตรียมพร้อมและเฝ้าระวังช่วงฤดูฝน ป้องกันพื้นที่เมืองหลวงไม่ให้ ซ้ำรอย "มหาอุทกภัยปี 2554" เกิดขึ้นอีกครั้ง
จากคำพยากรณ์อากาศ "กรมอุตุนิยมวิทยา" ประกาศเตือนร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากพายุดีเปรสชั่น “โกนเซิน” บริเวณประเทศเวียดนามตอนกลาง โดยจะมีผลกระทบต่อหลายจังหวัดประเทศไทยในหลายพื้นที่
ถึงแม้การคาดการณ์ดีเปรสชั่น “โกนเซิน” จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่หน่วยงาน กทม.กำลังเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของพายุ เพื่อเตรียมพร้อมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ภายหลัง "กรมอุตุนิยมวิทยา" แจ้งเตือนในกรุงเทพฯ จะมีฝนตก 60-40% จนถึงวันที่ 16 ก.ย.นี้
สำหรับลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ "ลุ่มต่ำ" แอ่งก้นกระทะ ทำให้กรุงเทพฯ มีปัจจัยเสี่ยงถูกน้ำท่วมจากขีดความสามารถ "ระบบระบายน้ำ" กทม.รองรับปริมาณฝนตกสะสมใน 1 วันได้ไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หรือปริมาณความเข้มฝนไม่เกิน 58.70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่หากปริมาณฝน "เกินกว่าระบบ" ป้องกัน จะมีปัญหาน้ำท่วมตามความรุนแรงปริมาณฝนที่เกิดขึ้น
"กรุงเทพธุรกิจ" ตรวจสอบข้อมูลจาก "สำนักการระบายน้ำ" กทม.ได้วิเคราะห์ 3 ปัจจัยหลักทำให้กรุงเทพฯ อยู่ในภาวะเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมได้ ดังนี้
1.น้ำฝน เป็นสาเหตุหลักทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทุกปี ที่ผ่านมา กทม.ได้ใช้หลักการวิศวกรรมมาช่วยการระบายน้ำโดยสร้างท่อเร่งระบายน้ำ (Pipe Jacking) เพิ่มจากท่อระบายน้ำเดิม ให้ระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่จุดเสี่ยงและเฝ้าระวังน้ำท่วม ไหลลงสู่พื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดิน หรือธนาคารน้ำใต้ดิน (Water Bank) ให้เร็วขึ้น ก่อนจะไหลลงอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อระบายน้ำออกสู่คลองและแม่น้ำเจ้าพระยา
2.น้ำเหนือ ในช่วงฤดูฝนของทุกปี ปริมาณน้ำฝนในจังหวัดที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ ขึ้นไป ตั้งแต่นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา อ่างทองอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี จะมีน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และลำคลองสายหลักทางฝั่งตะวันตก-ตะวันออกของกรุงเทพฯ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่างๆ มีระดับสูงขึ้นจนล้นเข้าท่วมพื้นที่
กทม.ได้สร้าง "แนวป้องกันน้ำล้นตลิ่ง" ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำ และสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นบริเวณปากคลองที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันไม่ให้ "น้ำไหลย้อน" กลับเข้ามายังระบบคลอง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ช่วยสูบน้ำออกให้เร็วมากขึ้น
3.น้ำหนุน เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ "น้ำขึ้น-น้ำลง" ในทะเล โดยเมื่อมี "น้ำขึ้น" น้ำในทะเลจะดันให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นตามไปด้วย จึงมีโอกาสที่น้ำจะไหลย้อนกลับเข้ามายังระบบคลอง และเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ โดยเฉพาะในเดือน ต.ค.-ธ.ค.จะมีระดับน้ำหนุนสูงสุดของทุกปี
ที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 กทม.ได้เร่งก่อสร้างแนวทางป้องกัน "น้ำทะเลหนุน" ตามแนวป้องกันน้ำล้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาความยาวประมาณ 78 กิโลเมตร และเตรียมกระสอบทราย สำหรับเรียงตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 2.3 ล้านใบ รวมถึงปรับ "ประตูระบายน้ำ" ปิดกั้นป้องกันน้ำที่น้ำไหลเข้าพื้นที่ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ช่วยสูบน้ำออกให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
จาก 3 ปัจจัยหลักทำให้กรุงเทพฯ เสี่ยงต่อน้ำท่วม "อัศวิน ขวัญเมือง" ผู้ว่าฯ กทม.ประเมินปัจจัยจากฝนที่ตกหนัก แต่ กทม.ได้เตรียมรับมือป้องกัน โดยในปี 2564 มีจุดเสี่ยงน้ำท่วม 12 จุด และจุดเฝ้าระวังน้ำท่วม 51 จุด (อ่าน : เช็ค 12 จุดเสี่ยง 'น้ำท่วม' เดิมพัน 8 เขต 'กทม.' ฝั่งธนฯ-พระนคร) และในปี 2565 กทม.วางเป้าหมายลดจุดเสี่ยงน้ำท่วมให้เหลือ 8 จุด และจุดเฝ้าระวังน้ำท่วมให้เหลือ 36 จุด
ขณะเดียวกันใน "แผนฉุกเฉิน" รองรับสถานการณ์น้ำท่วมใจกรุงเทพฯ กทม.ได้เตรียมแนวปฏิบัติไว้ 9 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1.ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและจากเรดาร์ตรวจฝน โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงและประชาชนสามารถแจ้งปัญหาน้ำท่วมขังได้ที่ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. โทร. 0 2248 5115 ตลอด 24 ชั่วโมง
2.เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ตามจุดที่เสี่ยงเกิดปัญหาน้ำท่วมทั้ง 12 จุดและจุดเฝ้าระวังน้ำท่วม 51 จุด
3.ควบคุมและลดระดับน้ำในคลอง บ่อสูบน้ำและแก้มลิงให้อยู่ในระดับต่ำตามแผนที่เตรียมไว้
4.เมื่อมีฝนตก "ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม" จะแจ้งอัพเดทสถานการณ์ให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ผ่านระบบวิทยุสื่อสาร Trunked Radio และแจ้งเตือนสำนักงานเขตผ่านวิทยุสื่อสารเครือข่าย "อัมรินทร์" พร้อมแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ปภ. ทหาร ตำรวจสื่อมวลชน) ผ่านกลุ่ม Line "เตือนภัยน้ำท่วม กทม."
5.ส่งหน่วยปฏิบัติการเร่งด่วน (BEST) ประจำจุดเสี่ยงและจุดสำคัญเมื่อคาดว่าจะมีฝนตกหนัก เพื่อเร่งระบายน้ำและแก้ปัญหาจราจร
6.เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ลงพื้นที่ตามจุดต่างๆ และรายงานสถานการณ์น้ำท่วมให้ "ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม"
7.ประสานงานขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวกการจราจร ส่วนทหารช่วยเหลือประชาชน หากมีระดับน้ำท่วมสูงรถเล็กไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านได้
8.เร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน "จุดวิกฤติ" โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดเคลื่อนที่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม
9."ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม" รายงานสภาพฝน ปริมาณฝน พื้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะๆ ให้สรุปสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานต่างๆ และช่องทางโซเชียลมีเดีย แต่หากเกิด "เหตุฉุกเฉิน" กทม.จะจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยมีผอ.เขต เป็นผู้บัญชาเหตุการณ์
ทั้งหมดเป็นแผนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่หน่วยงาน กทม.เตรียมพร้อมและเฝ้าระวังในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันพื้นที่เมืองหลวงไม่ให้เหตุการณ์ "มหาอุทกภัยปี 2554" กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง.





