เศรษฐกิจ

เปิดต้นทุน-ราคาขาย ชุดตรวจโควิด ‘ATK’

เปิดต้นทุน-ราคาขาย ชุดตรวจโควิด “ATK” 9 ยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาด พบราคาเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 250-350 บาท บางรายโกยกำไรเกือบ 200 บาท เผย กกร.ไฟเขียว “ATK-ยาฟ้าทะลายโจร” เป็นสินค้าควบคุม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า หลังจากที่กรมการค้าภายในทำหนังสือแจ้งให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ค้าชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง หรือATKATK(เอทีเค) จัดส่งข้อมูลต้นทุน และราคาที่จะตั้งขายในท้องตลาดมาให้กรมพิจารณานั้น ล่าสุด มีการส่งข้อมูลมาให้แล้ว 9 ยี่ห้อ จากที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 34 ยี่ห้อ ส่วนที่เหลือกำลังทยอยแจ้งข้อมูล และบางรายยังไม่ได้แจ้ง เพราะยังไม่ได้วางขายในท้องตลาด               

สำหรับทั้ง 9 ยี่ห้อที่ได้แจ้งข้อมูลมานั้น พบว่า มีต้นทุนการนำเข้าแบบซีไอเอฟ (ค่าสินค้า รวมค่าประกัน และค่าขนส่ง) ชิ้นละ 40.60-221.71 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ค่าบริหารจัดการ และส่วนต่างราคา แต่เมื่อรวมแล้ว ราคาจำหน่ายส่งอยู่ที่ชิ้นละ 160-305.55 บาท และราคาจำหน่ายปลีกชิ้นละ 219.35-425 บาท โดยผู้นำเข้าแจ้งว่า ขณะนี้ หลายประเทศมีการสั่งซื้อชุดตรวจเอทีเคในปริมาณมาก ทำให้ราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้นอีก

162973072129

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงในรายละเอียดของผู้นำเข้าแต่ละ พบว่า

รายที่ 1 นำเข้าจากเกาหลีใต้ แจ้งต้นทุนซีไอเอฟชิ้นละ 211.86 บาท ต้นทุนรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ  264.83 บาท ราคาขายส่ง 300 มีส่วนต่างของราคาขายส่งกับราคาต้นทุนรวม 35.18 บาท ราคาขายปลีก 350 บาท มีส่วนต่างของราคาขายปลีกกับต้นทุนรวม 85.17 บาท

รายที่ 2 นำเข้าจากเกาหลีใต้ ต้นทุนซีไอเอฟ ชิ้นละ 157.29 บาท ต้นทุนรวม 186 บาท ขายส่ง 200 บาท ส่วนต่าง 14 บาท ขายปลีก 280-320 บาท ส่วนต่าง  94-134 บาท

รายที่ 3 นำเข้าจากจีน ต้นทุนซีไอเอฟ ชิ้นละ 89.88 บาท ต้นทุนรวม 124.74 บาท ขายส่ง 179.63 บาท ส่วนต่าง 54.89 บาท ขายปลีก 321 บาท ส่วนต่าง 196.26 บาท              

รายที่ 4 นำเข้าจากจีน ต้นทุนซีไอเอฟชิ้นละ 70 บาท ไม่มีต้นทุนรวมเพราะสินค้ายังมาไม่ถึง ขายส่ง 100-130 บาท ขายปลีก 290 บาท

รายที่ 5 นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ต้นทุนซีไอเอฟชิ้นละ 221.71 บาท ต้นทุนรวม 277.14 บาท ขายส่ง 300 บาท ส่วนต่าง 22.86 ขายปลีก 350 บาท ส่วนต่าง 72.86 บาท

รายที่ 6 นำเข้าจากเกาหลีใต้ ต้นทุนซีไอเอฟชิ้นละ 194.47 บาท ต้นทุนรวม 226.61 ขายส่ง 305.54 บาท ส่วนต่าง 78.93 บาท ขายปลีก 425 บาท ส่วนต่าง 198.39 บาท

รายที่ 7 นำเข้าจากจีน ต้นทุนซีไอเอฟชิ้นละ 40.60 บาท ต้นทุนรวม 99 บาท  ขายส่ง 165 บาท ส่วนต่าง 66 บาท ขายปลีก 219.35 บาท ส่วนต่าง 120.35 บาท เป็นต้น

โดยราคาเฉลี่ยของทุกยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาดอยู่ที่ชิ้นละ 250-350 บาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดสายด่วน 1569 เพื่อให้ประชาชนแจ้งปัญหาเรื่องราคาสินค้า รวมทั้งสามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในระยะต่อไป ราคาเอทีเค อาจปรับลดลงได้อีก หลังจากที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นำเข้าเอทีเค 8.5 ล้านชิ้นมาแจกฟรีให้ประชาชน     

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ปัจจุบัน ชุดตรวจเอทีเค วัคซีนป้องกันโควิด-19 และยาฟ้าทะลายโจร เป็นสินค้าควบคุมตามประกาศ กกร.ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 28 มิ.ย.64 โดยชุดตรวจเอทีเค เป็นสินค้าควบคุมภายใต้เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค ส่วนวัคซีน และยาฟ้าทะลายโจร เป็นสินค้าควบคุมภายใต้ยารักษาโรค โดยเป็นสินค้าเฉพาะ และมีความจำเป็นในเหตุการณ์เฉพาะ ต้องให้มีไว้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีความหลากหลายด้านคุณภาพ ชนิด ขนาด และราคา โดยเฉพาะเอทีเค และวัคซีน ต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด               

ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าทั้ง 3 รายการ ต้องมีความรอบคอบ คำนึงถึงปัจจัยด้านสาธารณสุขมากกว่าด้านการตลาด เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลมีผลกระทบต่อปริมาณ โดยยาฟ้าทะลายโจร ได้กำหนดมาตรการดูแลคือ การแจ้งให้ผู้ผลิต ผู้ค้า แจ้งต้นการผลิต ราคาขายมาให้กรมการค้าภายใน และล่าสุด กรมได้นำข้อมูลของยาฟ้าทะลายโจร ทั้งผู้ผลิต ราคาขาย ประกาศบนเว็บไซต์กรมที่ www.dit.go.th เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจจสอบได้แล้ว หากพบเห็นการขายเกินราคาแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 ผู้ค้ากำไรเกินควรมีความผิดตามมาตรา 29               

ส่วนมาตรการกำกับดูแลเอทีเคเพิ่มเติมนั้น คณะอนุกรรมการ ที่มีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ ติดตามสถานการณ์ และกำหนดมาตรการกำกับดูแลการจำหน่ายให้เหมาะสม และเป็นธรรมกับผู้บริโภค  ซึ่งเมื่อหามาตรการกำกับดูแลได้แล้ว จะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานพิจารณาต่อไป