PRM โชว์ผลงานครึ่งปีแรก ทำกำไรสุทธิ 863.33 ล้าน โต 9.7%

PRM โชว์ผลงานครึ่งปีแรก ทำกำไรสุทธิ 863.33 ล้าน โต 9.7%

"พริมา มารีน" ครึ่งแรกปี 2564 มีกำไรสุทธิ 863.3 ล้านบาท เติบโต 9.7% หลังรับรู้รายได้การให้บริการเรือ VLCC แก่กลุ่มไทยออยล์ และมีกำไรพิเศษจากแผนการปรับพอร์ตกองเรือ มั่นใจครึ่งปีหลังธุรกิจเรือขนส่งปิโตรเลียมระหว่างประเทศมาแรง ผลักดันปีนี้โตตามเป้า

นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM เปิดเผยว่า ผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีเหลวทางเรือรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2564 (มกราคม-มิถุนายน) บริษัทมีรายได้รวม 2,879.81 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 863.33 ล้านบาท เติบโต 9.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจ PRM ที่แข็งแกร่งในฐานะที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งจุดแข็งด้านโครงสร้างธุรกิจและพอร์ตกองเรือที่หลากหลายภายใต้หลักการบริหารงานด้วยความยืดหยุ่น โดยสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมทันต่อสถานการณ์และเอื้อให้เกิดประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุด จึงทำให้รับมือกับปัจจัยลบและความไม่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

         

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2564 (เมษายน-มิถุนายน) บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,455.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 429.22 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่า โควิด-19 ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง โดยมีปัจจัยมาจากการให้บริการเรือขนส่ง VLCC ขนาด 300,000 DWT แก่กลุ่มไทยออยล์ ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และการรับรู้รายได้จากธุรกิจต่อเนื่องจากการซื้อไทยออยล์ มารีน (ปัจจุบันคือ ทรูธ มาริไทม์) รวมถึงมีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเรือในช่วงที่ราคาเหล็กในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทฯ นำมาใช้บริหารพอร์ตกองเรือให้เหมาะสมกับภาวะของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

“การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกมีความท้าทายเชิงการบริหารจัดการ ซึ่งเรายังทำผลงานเพื่อผลักดันการเติบโตได้ดี โดยเราปรับพอร์ตกองเรือให้สมดุลกับสถานการณ์ตลาดเพื่อบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น PRM ก็พร้อมปรับกลยุทธ์เป็นเชิงรุกได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันที” 

ทั้งนี้ บริษัท มองว่า กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งปิโตรเลียมระหว่างประเทศจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง จากแผนมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ลูกค้าไทยออยล์ รวมถึงกลุ่มธุรกิจเรือ Offshore ที่ปรับตัวดีขึ้นตามธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่มีกิจกรรมทางทะเลเพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้ความต้องการใช้เรือ Crew Boat เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและช่วยผลักดันการดำเนินงานให้เติบโตตามแผน