background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ส่องแนวคิด ‘ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์’ เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ส่องแนวคิด ‘ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์’ เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ปรากฎชื่อของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่หลายปี หากแต่ยังไม่มีทายาทคนใดเข้าสู่เวทีการเมือง ทว่าลูกไม้ใช่จะหล่นไกลต้นเพราะในแง่คมคิด "ณภัทร"ลูกชายคนโตมีแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ

เวทีเสวนาทางแอพพลิเคชั่น "Clubhouse" ในหัวข้อ วัคซีนมาแบบนี้ ไทยจะเปิดประเทศอย่างไร? ที่จัดโดย “Nation Group” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากการรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะการจัดสรรวัคซีน การเตรียมความพร้อมเปิดประเทศจากมุมมองที่หลากหลาย

บุคคลหนึ่งที่ให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลใหม่ๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ความจำเป็นของการเปิดประเทศ แนวทางการกระจายวัคซีนที่ภาครัฐจำเป็นต้องมี “Protocol”ที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน รวมถึงขยายแนวความคิดไปถึงการวางแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อรองรับโลกที่เปลี่ยนไปหลังโควิด-19

บุคคลนั้นคือ “ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์” Founder & CEO แห่ง Siametrics พ่วงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แห่งสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future ) 

“ณภัทร” แม้โดยชื่อของเขาเองอาจยังไม่ปรากฎในแวดวงของสื่อ และสาธารณะมากนักแต่หากบอกว่าเขาคือลูกชายคนโต หัวแก้วหัวแหวนของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยุค คสช.ต่อเนื่องมาถึงหลังการเลือกตั้งในสมัย “ครม.ประยุทธ์ 1”หลายคนก็จะอาจจะไม่แปลกใจเพราะทั้งบุคคลิก ลักษณะ และคมความคิดมีส่วนคล้ายกับ ดร.สมคิดอยู่ไม่น้อย 

สำหรับประวัติการศึกษาและการทำงานของณภัทรเขาจบการศึกษาปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล และจอนส์ ฮอปกินส์  และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่ Harvard Kennedy School และที่ธนาคารโลก 

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูล (Data) มีค่าเสมือนทองคำเขาเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจในสาขาอาชีพ “นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล” หรือ “Data Strategist” ในช่วงปี 2561 เขาได้ก่อตั้งบริษัท“Siametrics Consulting” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการสร้างคุณค่าแก่องค์กรด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วมีผลงานการวิจัยด้านข้อมูลที่น่าจับตามอง ประสบการณ์และความสามารถของเขาจึงเข้ามาช่วยเสริมให้การทำงานของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากก้าวไปข้างหน้าได้มากขึ้น 

โดยในโปรไฟล์ของณภัทรในเว็บไซด์ของสถาบันอนาคตไทยศึกษาได้บอกว่าเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์บิ๊กดาต้าและ “Tech Entrepreneur” ผู้เชื่อในการขับเคลื่อนอนาคตไทยด้วยหลักฐานเชิงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างคนต่างวัยต่างหน่วยงานต่างหน้าที่ แต่อนาคตเดียวกัน

 

162340433314

 

ในเวทีเสวนาฯณภัทรบอกว่าการรับมือกับโรคระบาดมีหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องเอาข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งต้องให้มีความชัดเจน เช่นในเรื่องของวัคซีนพาสปอร์ตที่เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องสร้างความชัดเจน ในประเทศไทยมีทีมที่มีความเก่งๆชัดมากเข้ามาช่วยกันในภาคประชาชนและเอกชนทำงานอย่างจริงจังและมีเป้าหมายร่วมกันต้องช่วยกันทุกฝ่าย

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้นทุนของความสับสน นั้นเป็นต้นทุนทีสูงมากว่าเราจะทำอะไรต่อไปในการสู้กับโรคระบาดเกินกว่าอาชีพใดอาชีพหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะทำได้โดยลำพังที่จริงแล้วจะต้องคิดแบบวิศวะกรรมเป็นระบบ การเปิดแล้วก็ต้องวางแผนคิดให้รอบครอบว่าจะเสี่ยงกับการเกิดระบาดรอบใหม่หรือเปล่าเพราะนอกจากภาคท่องเที่ยวมีอีกหลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจที่รอการฟื้นตัวอยู่เช่นกัน”ณภัทร กล่าว

สำหรับการเปิดประเทศที่จะเริ่มจากภูเก็ตแซนด์บ็อกนั้นจะต้องมีการสื่อสารที่รอบครอบและมีความชัดเจน ซึ่งแม้ภาคท่องเที่ยวจะเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมาก เพราะการท่องเที่ยวคิดเป็น15%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)การล็อคดาวน์ ปิดรับนักท่องเที่ยวจะกระทบแรงงานจำนวนมากแรงงานในภาคการท่องเที่ยวจะไม่มีรายได้และกระทบการจ่ายหนี้การเปิดประเทศจึงมีความสำคัญเป็นทางออกระยะสั้นให้กับระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามการเปิดประเทศนั้นต้องมีรูปแบบและข้อปฏิบัติ และการวางแผนที่ชัดเจนต้องไม่ให้มีความเสี่ยงเพราะจากโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่คำนวณพบว่าหากเริ่มเปิดประเทศในวันที่ 1 ม.ค. 2565 และเปิดการท่องเที่ยวให้ประเทศที่ได้รับวัคซีนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยคาดว่าประเทศไทยจะได้รับรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท แต่หากมีการเกิดการระบาดแล้วต้องล็อกดาวน์เหมือในช่วงการเกิดการระบาดในระลอกที่ 1 ก็จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทเช่นกันซึ่งต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบในส่วนนี้

ทั้งนี้การระบาดของโควิดจะประมาทไม่ได้เพราะความไม่เพียงพอของระบบสาธารณสุขในอิตาลีและอินเดียเกิดขึ้นแล้วหากมีการระบาดมากระบบสาธารณสุขของไทยก็มีความเสี่ยงมากเช่นกันจึงต้องเร่งการฉีดวัคซีนขณะที่การเกิดการภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเชื้อกลายพันธุ์ตลอดเวลาที่สำคัญในเรื่องของการจัดการวัคซีนเป็นสิ่งที่ต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาวซึ่งต้องครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวและแรงงานด้วยส่วนการเปิดการท่องเที่ยวที่ภาคธุรกิจจะอยู่รอดได้จะเป็นการเปิดแบบโรงแรม เพราะเปิดแบบน้อยเกินไปไม่ได้เปิดปุ๊บขาดทุนปั๊บเพราะเปิดน้อยห้องเกินไปก็มีโอกาสขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน

ส่วนในอนาคตหากจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ต้องดูโมเดลเศรษฐกิจแบบที่ “ทำน้อยได้มาก” ในช่วงโควิด-19 บางคนกลับไปอยู่ในชนบท ไปทำอาชีพอื่นๆและค้นพบทักษะและความชอบที่ไม่เคยมี ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐบาลจะสามารถสนับสนุนเม็ดเงินบางส่วนลงไปให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่และหน้าเก่าเข้าสู่การค้าแบบออนไลน์ ซึ่งถ้ารวมได้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

ฟังแนวคิดของณภัทรแล้วสรุปได้ว่าแม้เขาจะไม่ได้เลือกเส้นทางทางการเมืองเหมือนกับ ดร.สมคิด แต่แนวคิดในเรื่องเศรษฐกิจของเขานั้นถือได้ว่าเขาเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นมากนัก