วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

ทำไม ‘งบ 2.3 ล้านล้าน’ ถึงโดน?

ทำไม ‘งบ 2.3 ล้านล้าน’ ถึงโดน?

ผ่า "งบสาธารณูปโภค" ของไบเดน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ นำไปใช้ในโครงการหรือมาตรการอะไรบ้าง และใครได้ประโยชน์?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คงไม่มีข่าวใดดังเท่ากับการเปิดตัวงบด้านสาธารณูปโภค 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ระยะเวลา 10 ปี จากโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ก่อนที่จะมีเม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งที่เน้นความช่วยเหลือทางสังคมมูลค่า 8 แสนล้านดอลลาร์ที่จะประกาศในปลายเดือนนี้ โดยเสียงส่วนใหญ่ค่อนข้างชื่นชมกับโครงการนี้ ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ขออนุญาตเล่ารายละเอียดของโครงการนี้โดยสังเขปก่อน

หากพิจารณาในภาพใหญ่ เซคเตอร์ที่ได้รับเม็ดเงินมากที่สุดจะพบว่าใกล้เคียงกันอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ หากจะเลือกผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจริงๆ ในรอบนี้คงต้องมอบตำแหน่งให้กับภาคธุรกิจ เนื่องจากมีขนาดของเซคเตอร์เล็กกว่าภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดี ในส่วนของงบ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่ไบเดนสามารถผ่านสภาคองเกรสไปก่อนหน้านี้ ภาคครัวเรือนได้ไปถึงร้อยละ 60 ของทั้งหมด ขณะที่ภาคธุรกิจได้ไปเพียงร้อยละ 15 จึงสามารถสรุปได้ว่าภาคครัวเรือนได้เม็ดเงินไปมากที่สุดจากการกระตุ้นทั้ง 2 รอบ

หากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม จะพบว่าภาคขนส่งได้ไปมากที่สุด 6.21 แสนล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 28 ของทั้งหมด ไฮไลต์อยู่ที่โครงการยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 1.74 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่โครงการการสร้างทางด่วน ถนนและสะพาน ได้ไป 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนที่เป็นโครงการขนส่งสาธารณะและโครงการทางรถไฟกับขนส่งมวลชน ได้ไปโครงการละประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์

ส่วนภาคโครงสร้างพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยก็ได้รับไปด้วยมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยงบราว 2.13 แสนล้านดอลลาร์ แจกให้กับโครงการสไตล์บ้านเอื้ออาทร ขณะที่โครงการด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงการด้านสายส่งไฟฟ้าระหว่างรัฐได้ไปโครงการละ 1 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนที่เป็นโครงการด้านน้ำดื่มสะอาดได้ไป 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ท้ายสุด งบวิจัยและพัฒนาและงบด้านอุตสาหกรรมกับเอสเอ็มอี ได้ไปประมาณโครงการละ 3 แสนล้านดอลลาร์ และส่วนที่ไว้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมอีก 4 แสนล้านดอลลาร์

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการเกลี่ยความช่วยเหลือระหว่างการพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของสหรัฐ กับการช่วยเหลือประชาชนและผู้ด้อยโอกาสทางสังคมถือว่าสมดุลมาก รวมถึงหัวใจของงบครั้งนี้ คือการมองไปในระยะยาวมากกว่าการช่วยเหลือแบบระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หลายฝ่ายชื่นชมกับโครงการนี้ แม้ว่าจะมีเสียงบ่นจากกลุ่มหัวก้าวหน้าของพรรคเดโมแครตที่มองว่าเม็ดเงินต่อปีดูจะน้อยไปหน่อยเนื่องจากโครงการนี้กินเวลาถึง 10 ปีก็ตาม

หากพิจารณาในส่วนของการหาแหล่งเงินมาใช้ในโครงการนี้ ก็ยิ่งจะเห็นได้ว่าน่าสนใจ โดยไบเดนวางแผนจะใช้เวลา 15 ปีในการจ่ายภาระหนี้ทั้งหมดของโครงการดังกล่าว ด้วยการขึ้นภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 28 นอกจากนี้ยังขึ้นภาษีจากกำไรที่ทำได้นอกประเทศแล้วโอนกลับมาในสหรัฐ โดยเฉพาะบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ รวมถึงการที่จะให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีขั้นต่ำอย่างน้อยร้อยละ 15 ของกำไร โดยที่จะเข้มงวดกับหมวดการลดหย่อนภาษีของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และผู้ที่มีรายได้สูง

จะเห็นได้ว่าการขึ้นภาษีของไบเดน ภาระโดยส่วนใหญ่ไปตกกับคนรวยมากกว่าชนชั้นกลาง นอกจากนี้ นางเจเน็ต เยลเลน รมว.คลังสหรัฐ เตรียมที่จะเสนอให้ประเทศต่างๆ กำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาแข่งขัน หรือแย่งชิงความได้เปรียบจากการทำธุรกิจระหว่างกัน

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังมองว่าภาคการเงินของสหรัฐดูจะเสียเปรียบภาคเศรษฐกิจจริง ในมิติของการได้รับความช่วยเหลือจากทางการ ณ นาทีนี้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งจะหยุดการปล่อยกู้จากโครงการสินเชื่อสู้โควิดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ซึ่งงบของไบเดนที่ประกาศออกมาก็ไม่มีในส่วนของสถาบันการเงินแต่อย่างใด รวมถึงบรรษัทขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ก็ถือว่าได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้เพียง 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพียงร้อยละ 5 ของงบทั้งหมด

อีกทั้งงบ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ก็ถึงมือเอสเอ็มอีน้อยมากเช่นกัน ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นข้อด้อยเพียงอย่างเดียวที่ผมเห็นในผลงานที่ถือว่าดีมากของโจ ไบเดน ในครั้งนี้ 

(หนังสือการลงทุนเล่มใหม่ "หุ้น Avengers : Infinity Stock" ว่าด้วยการใช้ข้อมูลและแนวคิดเชิงมหภาคแบบครบทุกมิติในการลงทุน ผลงานหนังสือเล่มที่ 5 ของผู้เขียน วางตลาดที่ร้านหนังสือทั่วประเทศแล้ว)