พาเหรด ‘ตั้งพรรคใหม่’ ลุ้นกติกา ‘บัตรเลือกตั้ง’

พาเหรด ‘ตั้งพรรคใหม่’ ลุ้นกติกา ‘บัตรเลือกตั้ง’

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องร่วมกันลุ้นกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะบัตรใบเดียว หรือสองใบ ที่ขั้วรัฐบาลกำลังคำนวณความได้เปรียบ เสียเปรียบ เมื่อมีบรรดาพรรคการเมืองใหม่ ผุดขึ้นมาแชร์คะแนนจากกติกาบัตรใบเดียว

หลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ปิดประตูตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.เพื่อแก้รัฐธรรมนููญ 2560 ตามที่ “ขั้วฝ่ายค้าน-กลุ่มผู้ชุมนุม” ใฝ่ฝัน เหลือเพียงการแก้ไขรายมาตราเท่านั้น และนาทีนี้ ไม่ว่าจะหาช่องทางไหน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับ ก็ไม่มีทางที่จะเสร็จทันการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะตลอดเส้นทางย่อมถูกฝ่ายยึดอำนาจสกัดไว้ทุกระยะ

จึงเห็นแนวโน้มว่า การเลือกตั้งครั้งหน้ากติกาก็ยังคงเป็นแบบเดิม โดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว คิดคะแนน ส.ส.เขต คำนวณเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามหลักการทุกคะแนนเสียงไม่มีตกน้ำ
ทำให้นักการเมืองรุ่นเก๋า-รุ่นใหม่ หวังตั้งพรรคการเมือง เพื่อชิงเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเห็นปรากฎการณ์เลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 มีหลายพรรคเล็กแจ้งเกิดจากกติกาคำนวณคะแนน ส.ส.พึงมี ในรอบแรก อยู่ที่ 71,168.5141 คะแนน และรอบถัดมาการคำนวณแบบปัดเศษ ก็ทำให้พรรคไทรักธรรมได้เข้าสภา จากคะแนนเพียง 33,754 ก็ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง

จึงเป็นเหตุผลให้นักการเมืองจำนวนไม่น้อยมีความหวัง โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเก่าทยอยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่กันอย่างคึกคัก เพราะมั่นใจว่าหากมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 70,000 คะแนน ก็มีโอกาสได้เก้าอี้ ส.ส. แล้ว

“กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมพรรคการเมืองน้องใหม่ ที่เริ่มเปิดตัว สร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง บางพรรคมีคนหน้าเก่า บางพรรคเน้นคนรุ่นใหม่ แต่ทุกความเคลื่อนไหวคือการเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า

 “พรรคไทยสร้างไทย” นำทีมโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ฉายาเจ้าแม่ กทม.ฟอร์มทีมมาระยะหนึ่ง และมี ส.ส.-อดีตส.ส.-อดีตผู้สมัครส.ส.เข้าคิวย้ายเข้าสังกัดไทยสร้างไทย รอแค่วันว. เวลา น. ที่เหมาะสมเท่านั้น

พราะหลายคนที่อยู่พรรคเพื่อไทย แต่ก็เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับแกนนำไทยสร้างไทยบ้างแล้ว ที่มีแนวโน้มเข้าสังกัดใหม่นี้ รายที่ถูกจับตาว่าจะเป็นคิวแรกๆ ไม่พ้น “อนุดิษฐ นาครทรรพ” ส.ส.กทม. อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย รวมถึงขุนพลทีมอภิปรายของพรรคเพื่อไทยที่ “สุดารัตน์” ปั้นมากับมือ

นอกจากนี้ ยังมี ส.ส.-อดีตผู้สมัครส.ส.สายอีสาน อีกหลายรายที่ “สุดารัตน์” ออกหน้าออกแรงช่วยในสนามเลือกตั้ง และอีกกลุ่มที่น่าจับตา คือ “ตระกูลบ้านใหญ่ภาคเหนือ” ที่แตกหักกับ “ตระกูลชินวัตร” ที่อาจเข้าร่วมขบวนพรรคไทยสร้างไทยเช่นกัน

แม้เวลานี้ จะมีเพียง “สุดารัตน์” ที่เดินสายทำกิจกรรมสังคมในพื้นที่ กทม.รวมทั้งต่างจังหวัด เพื่อรักษาฐานเสียงให้แข็งแกร่งมั่นคง แต่คาดว่าเมื่อถึงจังหวะเวลา “ขุนพลไทยสร้างไทย” จะปรากฎตัวอย่างคึกคัก

ขณะที่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ก็แยกตัวพ้นร่มเงา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาตั้งพรรคการเมืองของตัวเองเช่นกัน โดยใช้ชื่อ “พรรคเส้นทางใหม่”

“จาตุรนต์” มีโมเดลพรรคคล้ายกับ “สุดารัตน์” โดยรวบรวม อดีต ส.ส.กลุ่มอกหักจากพรรคเพื่อไทย “นายใหญ่” หมางเมิน แต่พอจะมีพื้นที่ มีฐานเสียงของตัวเอง การันตีคะแนนจากการเลือกตั้งได้ อาทิ “เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์” อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ที่ประกาศตัวร่วมหัวจมท้ายกับ “จาตุรนต์” โดยเจ้าตัวยังมีฐานเสียงอยู่ที่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด การันตีคะแนนหลักหมื่น

พรรคเส้นทางใหม่ จึงน่าจับตาว่า “จาตุรนต์” จะดีลอดีตผู้สมัคร-อดีตคนเคยรัก “ทักษิณ” มาอยู่ใต้ชายคาร่วมอุดมการณ์กันได้มากน้อยเพียงใด

ด้าน “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศเปิดตัว“พรรคไทยภักดี” เป็นของตัวเอง โดยต่อยอดจากกลุ่มไทยภักดีที่ “หมอวรงค์” จัดตั้งขึ้นมาคานกับม็อบคนรุ่นใหม่ โดยชูนโยบายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นจึงคาดหวังว่าแฟนคลับจากกลุ่มไทยภักดีจะแปรเปลี่ยนมาเป็นฐานเสียงของพรรค

นอกจากนี้ มีแนวโน้มสูงที่ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.)จะถูกสลายแล้วย้ายฐานมารวมตัวกันที่ “พรรคไทยภักดี” เนื่องจากแนวทางของพรรคไทยภักดีเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่า ที่สำคัญ “หมอวรงค์” กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เดินแนวทางเดียวคู่ขนานกันมาตลอด กระทั่งเลี้ยวเข้าไปร่วมงานในฐานะซีอีโอพรรค รปช.ระยะหนึ่ง ก่อนแยกออกมาตั้งกลุ่มไทยภักดีเอง

“พรรคไทยภักดี” ค่อนข้างตอบโจทย์กลุ่มคนรักสถาบัน แนวทางการหาเสียงจึงหนีไม่พ้นการปกป้องสถาบัน ตามที่ประกาศเอาไว้ แม้ฐานเสียงยังไม่แข็งแรง แต่จุดยืนที่ชัดเจน มีโอกาสสูงที่จะมี ส.ส.เข้าสภา

ด้าน “พรรคกล้า” ของ “กรณ์ จาติกวณิช” จัดตั้งอย่างเป็นทางการมาได้ราวๆ 1 ปี ประเดิมสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช มาแล้วสนามแรก โดย "สราวุฒิ สุวรรณรัตน์ ผู้สมัครพรรคกล้าได้คะแนน 6,216 คะแนน ถือว่าได้เสียงตอบรับไม่น้อย 

แม้ว่าฐานเสียงของ กรณ์-พรรคกล้า ในกทม.จะถูกมองว่าซ้อนทับกับประชาธิปัตย์ ต้นสังกัดเดิม อีกทั้งยังมีคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้นงานใหญ่ของ กรณ์-พรรคกล้า จึงพยายามขยายฐานเสียง-ขยายความนิยม ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด โดยคิดนโยบายสำหรับคนต่างจังหวัดที่สามารถจับต้องได้จริง

นอกจากพรรคการเมืองที่เริ่มก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างข้างต้นแล้ว ยังมีพรรคการเมืองที่ใช้ “นอมินี” ไปจดทะเบียนจองชื่อเอาไว้ก่อน ส่วน “เจ้าของพรรคตัวจริง” อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่า จะเลือกพรรคใดสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

บุคคลที่ถูกจับตามากที่สุดเวลานี้ ไม่พ้น “ปลัดฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีกระแสว่า เตรียมตั้งพรรคสำรองให้ พี่น้อง “3 ป” แห่ง คสช. โดยเบื้องต้นได้ชื่อ “พรรคเศรษฐกิจไทย” แต่ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ต่อยอดสอดคล้องกับโครงการรัฐ

 นักสังเกตการณ์การเมือง เริ่มเห็น“ปลัดฉิ่ง” เดินสายพบปะนักการเมืองระดับท้องถิ่น-ระดับประเทศ ด้วยภารกิจของกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายเครือข่าย อีกด้านที่แน่ๆ อยู่แล้วคือคอนเนคชั่น “พี่น้องสิงห์ดำ” รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ยึดหัวหาดครองอำนาจในกระทรวงมหาดไทยมาอย่างยาวนาน รวมทั้งเพื่อนเพื่อนพ้องน้องพี่เครือข่ายจุฬาฯ ทั้งในแวดวงการเมืองและนักธุรกิจ

ความฮือฮา ล่าสุด “ปลัดฉิ่ง” เดินทางไปร่วมงานวันเกิดมารดา “ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส.ส.มหาสารคาม ด้วยตัวเอง แม้“ยุทธพงศ์”จะอยู่ในสถานะฝ่ายค้าน แต่ในวงการเมืองก็รู้กันดีว่า “ปลัดฉิ่ง-ยุทธพงศ์” รู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี 

ขณะเดียวกัน อีกด้านก็เป็นที่่รับรู้กันว่า “ปลัดฉิ่ง” ถือเป็นคนรู้ใจของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และถูกมองว่าเป็นมือไม้สำคัญ ที่เตรียมขุมกำลัง จัดตั้งพรรคสำรองให้พี่น้อง “3 ป”

เชื่อว่าจากนี้จนเกษียณในเดือนกันยายนปีนี้ (2564) ทุกย่างก้าวของปลัดฉิ่งจะยิ่งถูกจับตา ถึงบทบาทที่อาจพลิกมาสู่เส้นทางการเมือง และความเคลื่อนไหวของเขาจะสะท้อนให้เห็นถึงคอนเนคชันของนักการเมืองทั้งขั้วรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่่อาจส่งผลต่อเกมการเมืองในอนาคตเร็วๆนี้

ที่ถูกจับตาถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เดินเกมตั้ง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” โดยมีชื่อของ น.ส.พนัชกร ตุลานนท์ เป็นผู้ยื่นคำขอจดจัดตั้งพรรค ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 และมีชื่อ “ร.ท.ไกรภพ นครชัยกุล” เป็นหัวหน้าพรรค

แม้ชื่อของ ร.ท.ไกรภพ อาจไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองหรือวงกว้างในสังคม แต่เขาเคยสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลงสมัคร ส.ส.นครพนม เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยมี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง
นาทีนี้

ถึงแม้ พี่น้อง 2 ป ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะปฏิเสธว่า “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ไม่ใช่พรรคสำรอง แต่เมื่อชื่อพรรคนี้ เป็นวลี “ม็อตโต้ของรัฐบาล” จึงไม่พ้นถูกจับจ้องอย่างไม่วางตา

ขณะที่ในมุมมืดของพรรคพลังประชารัฐ ก็ปฏิิเสธไม่ได้ว่า กลุ่ม-ก๊วน-มุ้ง ที่ไม่ลงรอยกัน ก็มีความเป็นไปได้ และมีศักยภาพพอที่จะแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ โดยเฉพาะ “กลุ่มสามมิตร” ที่แม้จะเหลือเพียง “2 ส” สุริยะ จึงรุงเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แต่บารมีทางการเมือง ของทั้งสองแกนนำ ก็สามารถจะรวบรวม ส.ส.ได้ไม่ต่ำกว่า 15-20 คน

ยิ่งความขัดแย้งล่าสุดกับ “กลุ่ม 4 รัฐมนตรีช่วย“ หรือ ”กลุ่ม 4 ช” ที่แผ่อำนาจมากขึ้น จนเกือบจะยึดพรรคได้เบ็ดเสร็จ ก็อาจไม่แปลก ที่“สุริยะ-สมศักดิ์” อาจจะต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้

 ย้อนกลับไปดูอดีต “กลุ่ม 4 กุมาร” ที่จำใจออกจากพรรคพลังประชารัฐไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการฟอร์มทีมพรรคการเมืองเป็นของตัวเองเสียที โดยมีความเคลื่อนไหว ชักชวนระดับมือเศรษฐกิจชั้นเซียน กลุ่มทุนแถวหน้า มาร่วมกันคิดค้นนโยบาย ก่อนจะยื่นจัดตั้งพรรค
พรรคใหม่ของ “กลุ่ม 4 กุมาร”นี้ จะเน้นในส่วนที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ คือ “ทีมเศรษฐกิจ” จึงเลือกที่จะใช้ช่องทางนี้ให้เป็นประโยชน์ และเป็นข้อได้เปรียบ 

โดยพรรคใหม่ของ “กลุ่ม 4 กุมาร” จะเป็นแนวร่วมในการชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย และแนวนโยบายพรรคจะต่อยอดนโยบายประชานิยมที่พวกเขาเคยร่วมทำไว้ในช่วงที่เป็นทีมเศรษฐกิจ โดยกลุ่ม 4 กุมาร มีแผนจะเปิดตัวพรรคภายในปีนี้

ทั้งหมดนี้ คือความเคลื่อนไหวของ นักการเมืองรุ่นเก๋า-รุ่นใหม่ ที่เริ่มขยับขับเคลื่อน เตรียมพร้อมฟอร์มทีมทั้งตัวบุคคลและแนวนโยบาย สำหรับสนามเลือกตั้งที่กำลังนับถอยหลังไม่ถึง 2 ปี

ท่ามกลางสถานการณ์ ที่ต้องร่วมกันลุ้นกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะบัตรใบเดียว หรือสองใบ ที่ขั้วรัฐบาลกำลังคำนวณความได้เปรียบ เสียเปรียบ เมื่อมีบรรดาพรรคการเมืองใหม่ ผุดขึ้นมาแชร์คะแนนจากกติกาบัตรใบเดียว