background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

PTTGC กำไรปี63 ร่วงเหลือ 200ล้าน จากปีก่อนกำไร 1.1หมื่นล้าน

PTTGC กำไรปี63 ร่วงเหลือ 200ล้าน จากปีก่อนกำไร 1.1หมื่นล้าน

พีทีที โกลบอล แจ้งกำไรปี 63 กำไรวูบเหลือ 200 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาทหลังธุรกิจปิโตรเครมี ปิโตรเลี่ยมได้รับผลกระทบจากโควิด-19

    บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC ประกาศผลการดำเนินงานปี 2563 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 200 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 11,682 หลังธุรกิจ ปิโตรเคมีและปิดโตรเลียมของบริษัทได้รับผลกระทบจากโควิด-19
     ทั้งนี้ บริษัทยังรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและการกลับรายการมูลค่าสุทธฺที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ เป็นผลขาดทุน 8.2 พันล้านบาท
     ด้านรายได้ บริษัทมีรายได้จากการขยายรวม 326,270 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 20% จากราคาขายที่ปรับตัวลดลงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ จากผลกระทบโควิด-19 ส่งผลกระทบกับสภาพเศรษฐกิจทำให้ความต้องการในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆปรับตัวลดลง

     ส่วนแนวโน้มตลาดและธุรกิจในปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ ที่ยังคงมีความไม่แน่นอน นโยบายด้านพลังงานของประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา การอนุมัติใช้วัคซีนไวรัสโคโรนา 2019
รวมถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

    ทำใหคาดการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น บริษัทคาดการณ์แนวโน้มตลาดน้ำมันในปีนี้ ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 54-56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
     โดยสำนักงาน พลังงานสากล (IEA) ไดม้การคาดการณ์ถึงการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันของโลก ในปี 2564 อยู่ที่ระดับ 96.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณความต้องการใช้ในปีที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นแต่ระดับสินค้าคงคลังของน้ำมันดิบที่อยู่ระดับสูง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันได้

    สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บริษัทฯ คาดว่าสถานการณ์ราคาและส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ในปีนี้จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้ยน จากปีก่อนหน้า สาเหตุจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการปิดประเทศและอุปสงค์ภาคการเดินทางเริ่มปรับตัวดีขึ้น
    โดยคาดการณ์ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 7-9 เหรยีญสหรฐัฯต่อบาร์เรล ในขณะส่วนต่างราคาน้ำมันเตากำมะถันต่ำ กับน้ำมันดูไบจะอยู่ที่ 11-13 เหรียญต่อบาร์เรล โดยคาดการณ์ส่วนต่างราคา HSFO กับน้ำมันดิบดูไบครึ่งอยู่ที่ -5ถึง -3 เหรียญต่อบาร์เรล คาดการณ์ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันแก็ซโซลีนจะอยูที่ 6-8 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล บริษัทคาดว่าจะสามารถดำเนินการใช้กำลังการผลิตปีนี้ได้ 102%
     สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสในด้านราคาผลิตภัณฑ์ ส่วนด้านการผลิตยังคงเป็นไปตามแผน

     แนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์บริษัทฯ คาดว่าจะฟื้นตัวตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และ เศรษฐกิจโดยรวมที่เป็นในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์

    โดยรวมจะยังคงมีปัจจัยกดดันจากอุปทานส่วนเกิน บริษัทฯ คาดการณ์ส่วนต่าง ของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาในปีนีจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยคาดจะอยู่ที่ 200-250 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน คาดการณ์อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม ปลายน้ำเส้นในและสิ่งทอ กรดเทเรฟทาริค
     โดยเฉพาะขวดบรรจุภัณฑ์ (PET Bottle Resin) รวมทั้งกำลังการผลิตใหม่จากโรงงาน PTA ในปีนี้จะช่วยเพิ่มความต้องการในการใช้ผลิตภัณฑ์ พาราไซลนี สำหรับส่วนต่างของราคาเบนซีนและแนฟทาจะปรับตัวดี ขึ้นอยู่ที่ประมาณ 100-130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากกำลังการผลิตใหม่ของสไตรีนโมโนเมอร์

    รวมทั้งฟีนอล ส่งผลให้ ความต้องการจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำปรับตัวสูงขึ้นด้วย สำหรับปีนี้ บริษัทคาดการณ์การใช้กำลันงการนผลิตธูรกิจ อะโรเมติกส์เต็มที่ 102%

     ส่วนแนวโน้มของสถานการณ์ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในปีนี้ คาดว่าราคาผลิตภัณฑ์จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยคาดราคาน้ำมันดิบที่ดีขึ้น อุปสงค์ที่ฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ

     ในขณะที่อุปทานของทั้งโรงงานโอเลฟินส์และโรงงานโพลิเมอร์จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากกำลังการผลิตใหม่ๆและการฟื้นตัวของโรงกลั่น
     โดยคาดราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ปีนี้จะอยู่ที่ 960-1,000 เหรียญต่อสหรัฐ ต่อตัน ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ HDPE กับแนฟทาอยู่ที่ 500-510 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในขณะที่สถานการณ์ราคา MEG คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าปริมาณอุปทานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
      แต่ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ การใช้านของตลาดผลติภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอที่คาดจะฟื้นตามภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG (ASP) ในปีนี้ เฉลี่ย อยู่ที่ 510-570 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน
     บริษัทฯ คาดการณ์การใช้กำลังการผลิตในปีหน้าของธุรกิจ โอเลฟินส์จะอยู่ที่ 94 % จากแผนการการปิดซ่อมบำรุงโรงโอเลฟินสห์น่วยที่ 3 ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 เป็นเวลา 39 วัน และคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ 105 %