ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เห็นไม่ลงรอย ร่างกม.รัฐบาล ให้ถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่น หวั่นเปิดช่องให้กลั่นแกล้ง ฝ่ายเลือกตั้ง ด้าน "นิพนธ์" ขอให้รับหลักการก่อน ค่อยแก้ แต่ยังมีคนติดใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับ ร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มีการอภิปรายของส.ส.ที่เสนอแนะต่อการปรับปรุงเนื้อหาที่น่าสนใจ อาทิ การอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และมีกลไกกำกับการลงลายมือชื่อของประชาชนให้ถูกต้อง และลงโทษผู้แอบอ้างลายมือชื่อประชาชนเพื่อกลั่นแกล้ง ,วางบทกำหนดโทษบุคคลที่ใช้กลไกดังกล่าวกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยเฉพาะบุคคลที่แพ้การเลือกตั้ง, กำหนดบทลงโทษสำหรับสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้, กำหนดให้การลงคะแนนถอดถอนเป็นไปโดยตรงจากประชาชนและเป็นการลงคะแนนลับ เพื่อคุ้มครองประชาชน รวมถึงกำหนดเกณฑ์ที่ประชาชนจะเข้าชื่อถอดถอนให้ชัดเจน จากที่ร่างกฎหมายกำหนดพฤติกรรม อาทิ ทอดทิ้งหรือละเลยการทำหน้าที่และอำนาจที่ทำให้ราชการเสียหาย, สร้างความเสื่อมเสีย ก่อความไม่สงบในองค์กร, ทุจริต, ทำการขัดผลประโยชน์ขององค์กร
ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการประชุม นั้น พบการอภิปรายทักท้วงต่อการให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อถอดถอนที่ ส.ส.หลายคน โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคประชาธิปัตย์, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา กังวลว่าบทบัญญัตินั้นกำหนดให้ประชาชนเปิดเผยชื่อ บัตรประชาชน ที่อาจส่งผลกระทบและเป็นอันตรายกับประชาชนได้ รวมถึงการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ที่ให้สิทธิผู้กำกับดูแล ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ, ผู้ว่าราชการจังหวัด, รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสำหรับกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบการเข้าชื่อถอดถอน ตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมตามที่ถูกประชาชนเข้าชื่อ อาจมีผลกระทบต่อประเด็นที่ผู้ซึ่งมาจากการเลือกตั้งท้องถิ่น ถูกผู้ที่มาจากการแต่งตั้งขับให้พ้นจากตำแหน่งได้
ทั้งนี้ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ชี้แจงในรายละเอียดตอนหนึ่งด้วยว่า ร่างพ.ร.บ.เข้าชื่อถอดถอนฯ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยใช้เสียง 5,000 คนหรือ 1 ใน 5 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใจเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นร่างกฎหมายให้อำนาจกับประชาชน ส่วนการตรวจสอบการบริหารองค์กรนั้นมีกฎหมายอีกฉบับที่บังคับใช้ ซึ่งมีรายละเอียดให้หน่วยงานกำกับ ตรวจสอบตามกฎหมายบริหารองค์กร อย่างไรก็ดีรายละเอียดของการอภิปราย พร้อมจะนำไปปรับแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ
“ในร่างกฎหมายที่ให้อำนาจผู้กำกับสอบสวน นั้น ไม่ใช่การให้อำนาจสอบสวนโดยตรง แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้เข้าชื่อยื่นเรื่อง อย่างไรก็ดีประเด็นที่อภิปรายนั้นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและเห็นว่ามีประเด็นที่ควรปรับแก้ จึงขอไปปรับในชั้นกรรมการธิการ แต่เมื่อหลักการเห็นตรงกันคือให้อำนาจประชาชนตรวจสอบนักการเมืองท้องถิ่นควรรับร่างกฎหมายไปพิจารณา” นายนิพนธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามข้อถกเถียงยังคงเกิดขึ้น ทำให้นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หารือต่อที่ประชุมสภาฯ ให้ปิดการประชุมเพื่อให้ส.ส.ได้ทบทวนรายละเอียดก่อนลงมติในสัปดาห์หน้า เนื่องจากเนื้อหาของร่างกฎหมายอาจมีผลรกทะบต่อการเมืองท้องถิ่นอย่างรุนแรง
ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ฟังการอภิปราย ค้านและรัฐบาลมีความเห็นแตกต่างกันไป ขอปิดประชุม
ทั้งนี้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวทักท้วงว่าอย่าปิดประชุมหนี แต่ไม่เป็นผล การประชุมสภาฯ ได้ยุติลงเมื่อเวลา 16.40 น. หลังจากที่ใช้เวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กว่า 2 ชั่วโมง.





