"อาชีวะยกกำลังสอง" เน้นสร้างคุณภาพนำปริมาณ ขณะที่ "สุชัชวีร์" ย้ำผู้บริหาร ครูอาชีวะ ผู้นำในยุค ดิสรับชั่น เป็นผู้สร้างชาติ สหวิชาชีพของประเทศ พร้อมรับมือเข้าสู่ Localization
จากการประชุมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และพิธีเปิด มอบนโยบายการขับเคลื่อนสถานศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2564 ที่ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา(กอศ.) บรรยายพิเศษ "อาชีวศึกษายกกำลังสอง" ตอนหนึ่งว่า ตามกรอบอาชีวะยกกำลังสอง จะขับเคลื่อนอย่างไรให้เป็นไปตามกรอบนโยบายที่ต้องมุ่งเน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอน สถานการณ์จริง ในสถานประกอบการชั้นนำ โดยครู บุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ สู่ผู้เรียนเก่ง ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป็นสถานศึกษาที่มีศักยภาพ เป็นเสมือนวงคุณภาพของอาชีวศึกษา
"นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)ให้ความสำคัญในการพัฒนายกระดับการเรียนการสอน และเด็กอาชีวศึกษาอย่างมาก ซึ่งการจะทำให้เด็กในเมืองไทยมาเรียนอาชีวะได้นั้น ต้องทำให้เขาเรียนและเกิดความภาคภูมิใจอาชีวศึกษาต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ หรือทำอาชีวะยกกำลังสองที่เน้นคุณภาพ นำปริมาณ เพราะถ้าเราทำคุณภาพได้ ปริมาณจะมาตามความเชื่อมั่นของนักเรียน ผู้ปกครอง และสถานประกอบการว่าเด็กอาชีวะทำงานเป็น ทำงานได้"ดร.สุเทพ กล่าว
ทั้งนี้ โดยสถาบันอาชีวศึกษาต้องพัฒนาวิทยาลัยเพื่อความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะ รวมถึงต้องยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศผ่านการรีสกิล อัพสกิล และสร้างนิวส์สกิลใหม่ๆ มีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ภายใต้การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเน้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ ในศตวรรษที่ 21 มีสมรรถนะทางวิชาชีพ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และมีทักษะดิจิทัล โดยทุกวิทยาลัยอาชีวศึกษาสามารถทำงานร่วมกันต้องใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ แต่ต้องประสานงานเชิงลึกว่าจะใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างไร
ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) บรรยาย “อาชีวะป่วน โลกเปลี่ยน”ว่าสิ่งที่ทำให้ตนได้เรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก และเป็นนักเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก เพราะเกิดและโตมาจากวิทยาลัยเทคนิค เป็นลูกคนเดียวของพ่อและแม่เป็นครูวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งคนไทยมักจำสุภาษิต จงทำดี อย่าเด่น จะเป็นภัย เพราะไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน แต่ในยุคดิสรัปชั่นนี้ต้องเปลี่ยนสุภาษิต เป็นจงทำดี ทำให้เห็น ให้คนเห็น แล้วทำตาม ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะสู้คนอื่นไม่ได้ และผู้บริหาร ครูอาชีวะทุกคนเป็นผู้นำสูงสุดในยุคดิสรัปชั่น เป็นผู้สร้างชาติ สหวิชาชีพของประเทศ และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างลูกศิษย์ทำดี และทำให้ทุกคนเห็นตัวอย่าง เมื่อเห็นตัวอย่างจะทำให้เกิดความมุ่นมั่นและอยากมาเรียนอาชีวะ
"ผมอยากเห็นลูกครูอาชีวะทุกคนที่เข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ได้เหมือนกับผม และอยากเห็นอนาคตของเด็กม.3 อยากเรียนสายอาชีพ อาชีวะมากกว่าเด็กสามัญ วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม ตอนนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่สู้แบบสุดๆ เพียงวันเดียวก็อาจจะสูญพันธุ์ได ซึ่งเมื่อเกิดโควิด-19 ทำให้การเคลื่อนคน เคลื่อนเงิน และเคลื่อนข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อดีตคนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกามาลงในตลาดหุ้นไทย สร้างโรงงานในไทยแต่ตอนนี้เขาเอากลับไปหมดแล้ว เพื่อไปจ้างงานคนในประเทศของเขาที่กำลังว่างงานมหาศาล เพราะการว่างงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว อาชญากรรม เป็นต้น"ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว
ดังนั้น ตอนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องGlobalization แต่มาเป็น Localization ต้องสร้าง ผลิต และขาย ไม่ใช่รอแต่ซื้ออย่างเดียว นอกจากนั้น เมื่อเกิดวิกฤต ประเทศอื่นๆ คนทั้งประเทศหรือชนชาติเป็นผู้นำร่วมกันแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การเป็นครูอาชีวศึกษา ไม่ใช่เป็นเรื่องเครื่องมือหรืออุปกรณ์ แต่เป็นเรื่องแพชชั่นหรือความหลงใหล ความภาคภูมิใจของผู้บริหาร และครูอาชีวะ ไม่อยากให้ใครมาเป็นเพราะตำแหน่งเท่านั้น





