background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ธปท.จ่องัดมาตรการ 'คุมบาท' เรียก 'เทรดเดอร์' ถกปัญหาค่าเงินแข็ง หวังสกัดต่างชาติเก็งกำไร

ธปท.จ่องัดมาตรการ 'คุมบาท' เรียก 'เทรดเดอร์' ถกปัญหาค่าเงินแข็ง หวังสกัดต่างชาติเก็งกำไร

“แบงก์ชาติ” เรียกเทรดเดอร์ถกสถานการณ์ค่าเงิน เล็งงัดมาตรการคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายใช้ หากเงินบาทแข็งค่าเร็ว ห่วงทุนนอกไหลเข้ามาพักเงินระยะสั้น “กสิกร” เชื่อไม่ถึงขั้นเก็บภาษีลงทุนบอนด์ แต่อาจเพิ่มความยุ่งยากในการเข้ามาลงทุน

การแข็งค่าของเงินบาทเริ่มกลับมาเป็นประเด็นที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้ความกังวลอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.2563 จนถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าแล้วราว 2.81%  ถือเป็นการแข็งค่าอันดับสองในภูมิภาค รองจากเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย และการแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ยังไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

ส่วนกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย พบว่า เริ่มไหลเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนผ่านยอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทย ที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ โดยตั้งแต่วันที่ 1-5 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 6,065 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดบอนด์ไทยอีก 14,756 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ตลาดซื้อสุทธิจำนวน 20,821 ล้านบาท 

มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธปท. ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงฝั่ง “ห้องค้าเงิน” หรือ “เทรดเดอร์” ของธนาคารพาณิชย์ที่ดูแลตลาดเงินเข้าหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นที่มีต่อภาวะตลาดเงินในปัจจุบัน หลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

**เล็งงัดมาตรการคุมทุนเคลื่อนย้าย

การหารือดังกล่าว ธปท. ยังได้สอบถามถึงผลดีและผลเสียในด้านต่างๆ หากจะมีการนำมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย(แคปปิทัลคอนโทล) มาใช้ เช่น การเรียกเก็บภาษีจากผู้ลงทุนที่เข้ามาลงทุนในบอนด์ระยะสั้น หรือ การเก็บดอกเบี้ยเพิ่มเติมกรณีที่มาแลกเงินบาท 

ขณะเดียวกันยังพูดคุยถึงผลดีและผลเสีย หาก ธปท. จะลดการออกบอนด์ระยะสั้นลง รวมทั้งยังหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเงินบาทที่ผันผวนจากแรงซื้อขายของผู้ค้าทองคำ

รายงานข่าวระบุด้วยว่า สาเหตุที่ ธปท. เข้ามาติดตามการเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้เนื่องจากเริ่มเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติมาในลักษณะเก็งกำไรมากขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่าสร้างความไม่สบายใจให้กับ ธปท. เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และ ธปท. กังวลว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย

**ชี้บาทแข็งจากดอลลาร์อ่อน

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าในรอบนี้ สาเหตุหลักไม่น่าจะเกิดจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามา เพราะเงินที่ไหลเข้ายังถือว่าน้อยมาก อีกทั้งยังเพิ่งเป็นการเข้ามาได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น โดยสาเหตุที่แท้จริงน่าจะเกิดจากการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

“ที่เราควรต้องกังวล คือ แนวโน้มเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง เพราะหลายปัจจัยเอื้อให้เกิดภาวะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองในสหรัฐ นโยบายการเงินที่เอื้อให้เงินดอลลาร์อ่อนลง และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากสหรัฐ ทั้งหมดนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการขายเงินดอลลาร์ออกมา ซึ่งถ้าดูดัชนีเงินดอลลาร์ตอนนี้อยู่ที่ระดับ 97 จุด จากช่วงพีคๆ ที่อยู่ระดับ 103 จุด และในอดีตเงินดอลลาร์ก็เคยลงไปอยู่ที่ระดับ 80 จุดต้นๆ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เงินดอลลาร์อาจจะอ่อนลงต่อเนื่อง กดดันให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น”

ส่วนกรณีที่ ธปท. ได้เรียกเทรดเดอร์เข้าหารือเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาท รวมทั้งสอบถามถึงการนำมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายมาใช้นั้น โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่บอกสาเหตุที่แท้จริงของการแข็งค่าของเงินบาท คือ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์

**ฟันธงบาทแข็งทะลุ31ต่อดอลลาร์

นายจิติพล กล่าวว่า หาก ธปท. ต้องการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทจริง อยากเสนอให้ใช้วิธีเดียวกับธนาคารกลางสิงคโปร์ซึ่งเขาจะมีประมาณการในแต่ละปีว่า ปีนั้นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะเป็นเท่าไรแล้วทิศทางค่าเงินจะเป็นอย่างไร ช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินได้ ส่วนของไทยแม้จะมีประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดแต่ไม่มีประมาณการเรื่องของค่าเงิน ทำให้การคาดการณ์ของผู้ประกอบการเป็นไปได้ยาก

ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทระยะข้างหน้า เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่องจนทะลุกระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ เพียงแต่จะไม่แข็งค่าลงไปเท่ากับช่วงปลายปี 2562 ที่เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์

**คาดธปท.จ่องัดใช้มาตรการเร็วๆนี้

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาธปท.ได้เรียกฝ่ายตลาดเงิน และเทรดเดอร์ของธนาคารเข้าไปพบจริง เพื่อหารือร่วมกันเกี่ยวกับการแข็งค่าของค่าเงินบาท โดยหวังลดแรงกดดันของค่าเงินบาทและดูในส่วนที่มีผลกระทบค่าเงินเช่นธุรกรรมการซื้อขายทองคำ จึงเชื่อว่าระยะข้างหน้า ธปท.อาจออกมาตราการเพื่อดูแลเงินบาทเพิ่มเติม แต่คงไม่ใช่มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายเหมือนในอดีต ที่มีการเก็บภาษีเงินไหลเข้ามาลงทุน

สำหรับมาตรการที่คาดว่า ธปท. จะดำเนินการ น่าจะเป็นลักษณะเพิ่มความยุ่งยากให้กับนักลงทุนที่หวังเข้ามาพักเงินระยะสั้น เช่นขอดูเอกสารเพิ่มเติมในธุรกรรมการซื้อขายสินทรัพย์บางประเภท เพื่อลดความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมลง การทำแบบนี้เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนที่หวังเก็งกำไรค่าเงินบาทได้รับทราบว่า ธปท. จับตาดูอยู่ ซึ่งจะช่วยลดการเก็งกำไรลงได้

“คิดว่าคงไม่มีการเก็บภาษีเงินไหลเข้าเหมือนในอดีต เพราะเราเคยทำในอดีตแล้วเกิดผลกระทบมากมาย แบงก์ชาติคงมีบทเรียนในส่วนนี้แล้ว ดังนั้นมาตรการถ้าจะออกในคราวนี้ ก็คงเป็นลักษณะที่ลดความคล่องตัวในการทำธุรกรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าแบงก์ชาติตรวจสอบอยู่"

**จับตาธปท.ลดออกบอนด์สั้น

อย่างไรก็ตาม หากระยะข้างหน้ายังพบการเข้ามาเก็งกำไรในค่าเงินต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะลดการออกพันธบัตรระยะสั้นลง เพื่อลดช่องทางให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินมากพักเอาไว้ ซึ่งก็คงช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง

นายกอบสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การแข็งค่าของค่าเงินบาท เชื่อว่าไม่ได้มาจากทองคำ หรือแรงเก็งกำไรระยะสั้นอย่างเดียว ดังนั้นหากต้องการแก้ไขการแข็งค่าของค่าเงินบาท ต้องมองไปถึงเงินทุนไหลเข้า ที่ถูกดึงกลับจาก FIF หรือบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ ที่ไหลกลับมาในภาวะที่ธุรกิจขนาดสภาพคล่องด้วย 

"เราอาจต้องพิจารณาในหลายมิติมากขึ้น เพื่อหาแนวทางการป้องกันบาทแข็งค่า หรือหามาตราการรองรับกลุ่มนี้ เพื่อหนุนไม่ให้นำเงินกลับมาในประเทศมากนัก"

**‘อีไอซี’คาดจีดีพีปีนี้ติดลบ7.3%

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic intelligence center หรือ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า อีไอซี ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นหดตัว 7.3% จากเดิมที่คาดติดลบเพียง 5.6% หลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 มากกว่าคาด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงทำให้ภาคการท่องเที่ยวหดตัว 75% หรือมีนักท่องเที่ยวเพียงระดับ 9.8 ล้านคน จากปีก่อนหน้าที่มีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ขณะที่คาดมูลค่าส่งออกติดลบสูงถึง 10.4%

ขณะที่แนวโน้มจีดีพีไตรมาสสอง คาดติดลบที่ 12% และน่าจะเป็นจุดที่เศรษฐกิจต่ำสุด โดยคาดเศรษฐกิจจะติดลบต่อเนื่องในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่จะทยอยติดลบน้อยลง ส่วนประเด็นที่ต้องจับตา คือความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่อาจเห็นแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องว่างงานที่คาดมีโอกาสเห็นเพิ่มเป็น 3-5 ล้านคน

สำหรับนโยบายการเงิน คาดว่ากนง.น่าจะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% ต่อไปตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนคาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังคลายล็อกดาวน์มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ทำให้คาดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลได้ 2.4% ปีนี้ ทำให้ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเซฟเฮฟเว่นในสายตานักลงทุน ซึ่งหนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ในระยะข้างหน้า หากเทียบกับระดับปัจจุบัน ซึ่งทั้งปี คาดเงินบาทอยู่ที่ 31.50-32.00 บาท