แงะฝา 'ปลากระป๋อง' ส่อง 3 มิติที่เกี่ยวข้องกับปากท้องคนไทย

แงะฝา 'ปลากระป๋อง' ส่อง 3 มิติที่เกี่ยวข้องกับปากท้องคนไทย

เมื่อ "ปลากระป๋อง" ไม่ได้เป็นแค่เมนูที่ช่วยให้อิ่มท้องในยามยากเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจ ปัญหาค้าแรงงานในธุรกิจประมง และสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้ชัดเจนอีกด้วย

วิกฤติโรคระบาด โควิด-19 ถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่อีกครั้งในประวัติศาสตร์โลก ผลกระทบของของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลถึงทุกภาคส่วนในสังคมและทำให้ประชาชนมีตื่นตัวและตื่นกลัวไม่น้อย จนเกิดปรากฎการณ์ "กักตุนสินค้า" อุปโภคบริโภคกันยกใหญ่เพื่อใช้กินอยู่ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน ตามนโยบาย อยู่บ้าน ลดเชื้อ เพื่อชาติ เพื่อลดการแพร่ระบาดของ "โควิด-19"

โดยสินค้าอุปโภคบริโภคที่ว่านั้นก็คงหนีไม่พ้นข้าวสารอาหารแห้ง และของใช้จำเป็นสำหรับฆ่าเชื้อโรคที่ช่วงนี้ขายดีเป็นพิเศษ มีข้อมูลจาก  "Priceza"  แพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ได้วิเคราะห์ข้อมูลยอดคลิกสินค้าบนเว็บและแอพพลิเคชั่นไพรซ์ซ่า พบว่ามีสินค้า 5 รายการที่ผู้บริโภคเข้ามากดกคลิกซื้อสูงสุด ประกอบด้วย 1.หน้ากากอนามัย เมื่อเกิดไวรัสระบาดมีความต้องการเพิ่มถึง 2,600% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 2.เจลล้างมือ ยอดคลิกสูงที่สุดมากถึง 8,000% เมื่อเทียบกับปี 2561  3.แอลกอฮอล์เจล อุปกรณ์ฆ่าเชื้อที่สำคัญในช่วงโรคระบาด มียอดคลิกเพิ่มขึ้นมากถึง 5,000% 4.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มียอดการคลิกซื้อเพิ่มขึ้น 84% และ 5.ปลากระป๋อง อาหารที่เก็บไว้ได้นาน มียอดการคลิกซื้อเพิ่มขึ้น 19% 

จากข้อมูลข้างต้นมีสินค้าหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับบริบทสังคมไทยค่อนข้างมาก นั่นคือ "ปลากระป๋อง" สินค้ายังชีพที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน ถือเป็นของกินยามยากของคนไทยในทุกๆ วิกฤติก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540, วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และล่าสุดกับวิกฤติโรคระบาด โควิด-19 ปี 2563 ครั้งนี้ด้วย

นอกจากเป็นเมนูอิ่มท้องยามยากแล้ว "ปลากระป๋อง" ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นตัวบ่งชี้สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใดประเทศหนึ่งได้ด้วย วันนี้ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จะพาไปดูว่าสำหรับประเทศไทยนั้น "ปลากระป๋อง" สะท้อนมิติทางสังคมและเศรษฐกิจของไทยอย่างไรบ้าง?

158747487417

  • "ปลากระป๋อง" ชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 

ปลากระป๋องเป็นอาหารแปรรูปบรรจุกระป๋องที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ปัจจุบันตลาดปลากระป๋องในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ปลาซาร์ดีนและแมคเคอเรล 6,300 ล้านบาท และปลาทูน่ากระป๋อง 700 ล้านบาท

มีผลการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคปลาทูน่ากระป๋องของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2559 ระบุว่า เหตุผลอันดับแรกที่คนไทยเลือกบริโภคปลากระป๋อง ก็คือ 'อยากกิน' อันดับสองคือ 'ปัจจัยเรื่องเงิน' เนื่องจากปลากระป๋องมีราคาที่ถูกและสามารถเก็บไว้ได้นาน คนหาเช้ากินค่ำทั่วไปหากวันไหนรายได้ดีมีเงินใช้คล่องมือ ก็จะไม่สนใจซื้อปลากระป๋องสักเท่าไหร่ แต่จะเน้นรับประทานอาหารปรุงสดใหม่ซะมากกว่า แต่ทันทีที่รายได้ลดลงพวกเขาจะหันมาซื้อปลากระป๋องแทนอาหารปรุงสด เช่น ช่วงใกล้สิ้นเดือนหรือเมื่อเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพง เป็นต้น แม้จะรู้ดีว่าอาหารกระป๋องมีคุณค่าทางอาหารต่ำกว่าอาหารสดทั่วไปก็ตาม

ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่งคนในประเทศไทยมีความต้องการบริโภคปลากระป๋องมากเท่าไหร่ ก็แปลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังแย่ลงเท่านั้น 

158757123974

ยกตัวอย่างเช่นในปี 2562 พบว่าปลากระป๋องกลายเป็นสินค้าที่ยอดฮิตในร้านธงฟ้าประชารัฐ ส่วนในปี 2556 สลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรังและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออกมายอมรับว่ายอดขายของปลากระป๋องในตรังสูงขึ้นถึง 15% 

"ปลากระป๋องถือเป็นดัชนีชี้วัดค่าครองชีพ เมื่อใดที่เศรษฐกิจมีปัญหาจะเห็นว่ากลุ่มคนรายได้น้อยนิยมซื้อปลากระป๋องกินมากขึ้น" ประธานหอการค้าจังหวัดตรังกล่าว (ปี 2556 ตัวเลข GDP ติดลบ 3% ส่วนในปี 2562 เศรษฐกิจโตเพียง 0.01%)

  • ประมงเกินขนาด แรงงานทาส ปัญหาที่พ่วงถึง "ปลากระป๋อง" 

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋อง (canned tuna) และผลิตภัณฑ์ทูน่าบรรจุถุง (tuna in foil pouches) รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ดังนั้นธุรกิจ "ปลากระป๋อง" ในไทยจึงเกี่ยวข้องกับการประมงเชิงพาณิชย์ไปโดยปริยาย ซึ่งพ่วงมาด้วยปัญหาการทำประมงเกินขนาด การใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหาแรงงานทาส

มีข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า จำนวนเรือประมงไทยมีทั้งหมด 42,512 ลำ โดยมีเรือประมงพาณิชย์ 9,370 ลำ (คิดเป็น 22%) ที่ใช้อวนลากหน้าดิน  อวนล้อมจับ และอวนครอบเป็นเครื่องมือหลักในการทำประมง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือท่ีมีศักยภาพสูงมาก ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านมีจำนวน 33,205 ลำ (คิดเป็น 78%) ส่วนใหญ่ใช้อวนติดตาในการทำประมง ประกอบกับเครื่องมือพื้นบ้านอื่นๆ จากพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะท่ีเรือประมงสามารถทำประมงในน่านน้ำได้ทั้งหมด 420,280 ตารางกิโลเมตร กับจำนวนเรือประมงท่ีพุ่งสูงถึง 42,512 ลำ ทำให้ไทยเกิดปัญหาการทำประมงเกินขีดความสามารถการผลิตของทรัพยากรหรือ Over Fishing

ในทำนองเดียวกับรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวไทยพับลิก้าที่ระบุว่า ประเทศไทยส่งออกสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นหน่ึงในผู้ส่งออกสัตว์น้ำรายใหญ่ของโลก การทำประมงเพื่อส่งออกนี้สร้างรายได้และการจ้างงานแก่ชาวประมงประมาณ 172,430 คน ซึ่งกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ และประมาณ 515,000 คน ไม่ได้อยู่ในภาคการประมงโดยตรง แต่อยู่ในอุตสาหกรรมประมงที่เก่ียวข้อง อาทิ โรงงานปลาป่น โรงงานปลากระป๋อง ที่มีการใช้ทรัพยากรทางทะเลจนเกินขีดจำกัด

รวมไปถึงประเด็นการทำประมงโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้เครื่องมือจับปลาท่ีผิดกฎหมาย และปัญหาการใช้แรงงานทาสของไทยที่ปล่อยยืดเยื้อยาวนานและไม่ถูกแก้ไข จนทำให้สหภาพยุโรปออกใบเหลืองเตือนถึงปัญหาการทำการประมงไทย และส่งผลกระทบถึงการส่งออกปลากระป๋องไปเป็นลูกโซ่สัมพันธ์กัน 

158747498352

  • "ปลากระป๋อง" อาหารหลักของคนหาเช้ากินค่ำจริงหรือ?

ปลากระป๋อง ถูกนิยามว่าเป็นอาหารสำหรับคนจนเพราะมีราคาถูก จากผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคปลากระป๋องของมหาวิทยาลัยสยาม พบว่า ครอบครัวชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มีสถิติบริโภคปลากระป๋องอาทิตย์ละ 1 มื้อ 

เพราะความจนใช่หรือไม่? ที่ทำให้คนไทยติดใจปลากระป๋องและต้องมีติดครัวอยู่เสมอ

คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะความจน แต่เพราะความเหลื่อมล้ำสูงในประเทศไทย จึงทำให้คนไทยต้องพึ่งปลากระป๋องเป็นอาหารหลักในบางมื้อ 

ข้อมูลจาก CS Global Wealth Report 2018 ของธนาคารเครดิตสวิส ระบุว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว เมื่อนับอันดับด้านความมั่งคั่ง (wealth) จากเดิมที่ประเทศไทยเคยอยู่อันดับ 3 ในการสำรวจเมื่อปี 2016 แต่ปัจจุบันกลับแซงหน้ารัสเซียและอินเดีย ไปยืนบนแท่นอันดับ 1 ซะอย่างนั้น

คนไทยที่ร่ำรวยมีอยู่เพียง 1% และพวกเขามีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้น 66.9% แซงหน้าประเทศอื่นที่ประชากรคนรวยส่วนใหญ่มีสินทรัพย์ลดลง และเมื่อหันไปดูคนไทยที่ยากจนพบว่า 10% มีทรัพย์สินเท่ากับถ้านับหนี้ด้วยก็อาจติดลบ และเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากไปกว่านั้นคือ มีตัวเลขชี้ชัดว่าคนไทยครึ่งประเทศอยู่ในกลุ่ม “หาเช้ากินค่ำหรือไม่ก็เดือนชนเดือนไม่มีเหลือเก็บออม แถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้อาหารราคาถูกและสารอาหารต่ำอย่าง ปลากระป๋อง จึงอาจกลายเป็นอาหารหลักของบางครอบครัวไปโดยปริยาย

--------------------------

อ้างอิง: https://sac.or.th

https://marketeeronline.co

https://www.thairath.co.th

https://thematter.co

http://piriya-pholphirul.blogspot.com

https://www.the101.world

http://www.research-system.siam.edu

https://www.prachachat.net

https://positioningmag.com

https://news.thaipbs.or.th

https://www.bbc.com

https://www.voathai.com

https://www.thairath.co.th

https://thestandard.co

https://tdri.or.th