background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Social Distancing มิติสังคมวิทยา พลังไทย ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’

Social Distancing มิติสังคมวิทยา พลังไทย ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’

ทำไมมาตรการ Social Distancing จึงสำคัญกับสถานการณ์วิกฤติโรคระบาดขณะนี้ จริงๆ แล้วมีกี่รูปแบบ และส่งผลอย่างไรบ้างในทางสังคมวิทยา

สถานการณ์ COVID-19 ระบาดไม่หยุดทั่วโลก ณ วันที่ 29 มี.ค. 2563 WHO เตือนว่าสหรัฐอาจกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดใหม่ ขณะที่ไทยมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเร็วสะสมกว่าพันราย ซึ่งล้วนกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยวและชายแดนภาคใต้ จนทำให้รัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเพิ่มระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

  • ทำไมต้องใช้มาตรการ Social Distancing

ในทางระบาดวิทยาเป็นที่ยอมรับกันว่าการต่อสู้กับโรค COVID-19 มี 2 แนวทาง คือ (1) การบรรเทาความเสียหาย โดยให้กลุ่มเสี่ยง เช่น แยกตัวผู้สูงอายุออก หรือการกักโรค (Quarantine) ผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง (2) การยับยั้งโรคโดยใช้ Social Distancing เพื่อชะลอการแพร่ระบาดไม่ให้จำนวนผู้ป่วยสูงจนเกินขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข หรือเป็นอาวุธสำคัญในการ ลดระดับความชันของเส้นโค้ง” ของจำนวนผู้ป่วยได้

บทเรียนการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมาชี้ว่า “Social Distancing” ไม่ล้าสมัย และเป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้ต่อสู้กับโรคระบาด ต่างกันที่ในครั้งนี้มีการใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI ร่วมด้วย ทั้งการรวมฐานข้อมูลสุขภาพกับข้อมูลการเข้าเมืองเพื่อระบุตัวตน ติดตามประวัติการเดินทาง และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ซึ่งภาครัฐก็ใช้มาตรการสู้วิกฤตนี้อย่างเข้มข้น ทั้งแอปพลิเคชันติดตามตัว การทำงานที่บ้าน การห้ามชุมนุม การปิดสถานประกอบการและสถานศึกษา รวมทั้งการตั้งจุดคัดกรองผู้เดินทางข้ามจังหวัดอย่างเข้มข้น

หลังจากมีการปิดสถานประกอบการในกรุงเทพและปริมณฑล เราทราบข่าวความลำบากของแรงงานจำนวนมาก และภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อทุกกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ การจ่ายเงินเยียวยาให้แรงงานนอกระบบตามมาตรา 39 และ 40 ลูกจ้างชั่วคราว และอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ รายละ 5,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนแรงงานในระบบได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ประกันสังคม ซึ่งพบว่า ณ วันที่ 29 มี.ค.63 มีผู้สมัครกว่า 17 ล้านคนหลังจากเปิดลงทะเบียนไปเพียงวันเดียว

158557325411

จากงานศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) St. Louis (2020) พบว่า Social Distancing กระทบต่อแรงงานทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องติดต่อกับลูกค้าใกล้ชิด ส่วนใหญ่เป็นงานบริการ อาทิ ช่างตัดผม นักกายภาพ และพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งในสหรัฐ มีอยู่ราว 27.3 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 5 ของแรงงานรวม เมื่อเราใช้หลักการเดียวกันมาวิเคราะห์ พบว่าแรงงานนอกระบบของไทยที่เปราะบางมากคือ อาชีพบริการ ล้านคน อาชีพพื้นฐาน เช่น กลุ่มผู้ใช้แรงงาน พนักงานรับส่งเอกสาร และพนักงานทำความสะอาดที่ 1.8 ล้านคน รวม 6.8 ล้านคน คิดเป็นประมาณ ใน ของแรงงานรวม ใกล้เคียงกับกรณีศึกษาในสหรัฐฯ ขณะที่การทำงานที่บ้านก็มีความท้าทาย (Pew Research Centre, 2020) ในสหรัฐฯ มีเพียง 7% ของแรงงานภาคเอกชนและ 4% ของแรงงานภาครัฐ ที่สามารถทำงานที่บ้านได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร และพนักงานออฟฟิศ ซึ่งในไทยก็น่าจะมีความท้าทายคล้ายกัน

  • มิติสังคมวิทยาแรงงานอพยพเพื่อความอยู่รอด

“Social Distancing” ทำให้แรงงานในเมืองมีรายได้ลดลงขณะที่ค่าใช้จ่ายยังสูง ไม่มีความคุ้มครองทางสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันในเชิงประชากรศาสตร์ที่ก่อให้เกิดคลื่นอพยพของแรงงาน ผลการสัมภาษณ์แรงงานนอกระบบที่เป็นเครือข่ายศูนย์ประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงาน จุฬาฯ พบว่า แรงงานที่กลับบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้น้อย ลูกจ้างรายวัน เป็นแรงงานหญิงในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคารการตัดสินใจกลับภูมิลำเนาถือเป็นหนึ่งในยุทธวิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในช่วงวิกฤติ แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

(1) กลุ่มที่จำเป็นต้องกลับ ได้แก่ กลุ่มที่ถูกเลิกจ้างเพราะสถานประกอบการปิดถาวร และกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างชั่วคราว เช่น ถูกลดวันทำงาน ลดค่าจ้าง หรือให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง รายได้ที่ลดลงทำให้ไม่สามารถแบกรับภาระค่าครองชีพในเมืองที่สูงได้ แต่ยังโชคดีที่มีภูมิลำเนาเดิมให้กลับไปพึ่งพิง ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนเกษตรในชนบท ทั้งนี้ คาดว่าแรงงานบางส่วนอาจกลับภูมิลำเนาถาวรหากสามารถหางานหรือทำธุรกิจส่วนตัวได้

(2) กลุ่มที่กลับดีกว่าไม่กลับ ได้แก่ กลุ่มที่หยุดงานเพราะสถานประกอบการปิดชั่วคราว และกลุ่มที่นายจ้างให้ทำงานที่บ้าน แม้บางรายมีรายได้หรือเงินออมพอต่อการดำรงชีวิตในเมือง แต่ต้องการกลับภูมิลำเนาเพื่อลดต้นทุน คาดว่าแรงงานกลุ่มนี้สามารถกลับมาทำงานได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

(3) กลุ่มที่กลับเพื่อพักผ่อนหรือทำงานจากบ้านในต่างจังหวัดชั่วคราว ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะที่ทำงานที่บ้านได้ กลุ่มนี้แม้ไม่ได้รับผลกระทบแต่ตัดสินใจกลับ เพราะคิดว่าการใช้ชีวิตในเมืองไม่สะดวก บางรายตัดสินใจกลับก่อนไม่ได้หยุดสงกรานต์ หรือประเมินว่าอาจมีการห้ามเดินทาง

ที่น่าสนใจคือ แรงงานบางกลุ่มปรับตัวได้ด้วยการเปลี่ยนวิถีการประกอบอาชีพให้สอดรับกับความต้องการของเมือง โดยเปลี่ยนไปทำงานที่ใกล้เคียงเดิมตามความถนัด เช่น เปลี่ยนจากเย็บเสื้อผ้าเป็นเย็บหน้ากากผ้าขาย จากขับรถรับจ้างเป็นขับรถรับส่งอาหาร

  • อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ฝ่าวิกฤติ COVID-19

ยามวิกฤตเช่นนี้ ความเข้าใจ” บริบททางสังคมของประชาชนแต่ละกลุ่มเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มไม่มีทรัพยากรพื้นฐานของการเว้นระยะห่างทางสังคม เช่น กลุ่มหาบเร่แผงลอย คนไร้บ้าน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน รวมถึงการเร่งสร้างงานรองรับแรงงานย้ายถิ่นในพื้นที่ต้นทาง และการช่วยเหลือเงินทุนตั้งต้น ความรู้และเทคโนโลยีหากต้องการทำธุรกิจส่วนตัว

การเพิ่มความสามารถใน “การเข้าถึง” อุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งของที่ใช้ในการต่อสู้กับ COVID-19 มีความสำคัญยิ่ง เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จของ Social Distancing ขึ้นกับการร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยทุกคนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอเป็นตัวแทนคนไทยส่งกำลังใจให้บุคลากรการแพทย์และวิชาชีพสุขภาพทุกท่านที่ได้ทุ่มเทและเสียสละดูแลผู้ป่วยและประชาชนในยามวิกฤตนี้ แล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

[บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยและของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

ที่มา : ดร.เสาวณี จันทะพงษ์, นายทศพล ต้องหุ้ย, ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ, ดร.มนทกานต์ ฉิมมามี คอลัมน์แจงสี่เบี้ย เรื่อง "COVID-19:Social Distancingและคลื่นอพยพของประชากรจากมิติสังคมวิทยา: พลังไทย“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”