คงพอรับรู้กันแล้วว่า "ตลาดหุ้นไทย "เป็นหนึ่งในตลาดที่ “ร่วงหนักสุด” ในปี 2563 เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักๆ ในภูมิภาคเอเชีย 12 ตลาด (ณ 31 มี.ค.)
ไล่ตั้งแต่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ปรากฏว่า ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงมา 28.74% หนักสุดเป็น "อันดับ 3" รองจาก ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่ลดลงประมาณ 31 – 32%
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ประมาณ 22.63% ในช่วงไตรมาสแรก โดยหลักเป็นเพราะแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ถูกปรับลดประมาณการลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดถูกหั่นลงมาถึง 19.5% ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างฮ่องกง ซึ่งถูกหั่นประมาณการลง 12% ส่วนอันดับ 3 คือ มาเลเซีย ถูกหั่นประมาณกำไรลง 11.6%
“สองสาเหตุหลัก ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกปรับลดประมาณการมากกว่าประเทศอื่น คือ ราคาน้ำมันที่ลดลงหนัก และการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงกว่าคาด”
ด้วยโครงสร้างตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเลียม เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมามาก ก็ย่อมทำให้ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยถูกปรับลดลงมาไม่ต่างกัน ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่หนักว่าคาดการณ์ ทำให้หุ้นเกือบทุกกลุ่มได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน
ด้วยดัชนี SET และราคาหุ้นไทยหลายบริษัทที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก ทำให้เริ่มมีคำถามจากนักลงทุนบางส่วนว่า ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ ถูกแล้วหรือยัง?
หนึ่งในอินดิเคเตอร์ที่หลายคนมักจะนำมาพูดถึงเพื่อเปรียบเทียบ คือ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ หรือ P/E ของตลาด ปัจจุบันค่า P/E ของ SET อยู่ที่ 13.7 เท่า อิงกับกำไรปีนี้ เมื่อมองอย่างง่ายเทียบกับภูมิภาคแล้ว ยังคงสูงเป็นอันดับ 4 จากทั้งหมด 12 ตลาด และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12.61 เท่า
เมื่อพิจารณค่า P/E ในอีกมิติหนึ่ง คือการปรับตัวของช่วง P/E เทียบกับค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) จะเห็นว่าทั้งๆ ที่ดัชนี SET ปรับตัวลดลงมาพอสมควร แต่ช่วงของการปรับตัวลงเทียบกับ Standard deviation (SD) เฉลี่ย 5 ปี ยังถือว่าหุ้นไทยปรับตัวลงน้อยกว่าภูมิภาค ซึ่งลงมาเฉลี่ย -1.95SD เท่านั้น ส่วนไทยลงมา -1.5SD ทำให้ตลาดใกล้เคียงอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งปรับตัวลดลงถึงประมาณ -4SD จึงเริ่มมีความน่าสนใจมากกว่าไทย
“สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังดูแพงอยู่เทียบกับภูมิภาค แม้ดัชนีจะลดลงมามาก เป็นเพราะกำไรที่ปรับตัวลดลงมากกว่าราคา และเมื่อมองไปยังอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้า แนวโน้มของการเติบโตก็ดูเหมือนจะต่ำกว่าภูมิภาคอีกเช่นกัน โดยรวมแล้วทำให้การรีบาวด์ของ SET จะต่ำกว่าตลาดอื่นๆ”
นอกจากนี้ ในมุมของอัตราเงินปันผลตอบแทน ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้เป็นตัวชูโรงมาตลอด แต่ล่าสุดจากการคาดการณ์ของ Consensus ดูเหมือนว่าความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในจุดนี้ก็ลดลงไปด้วย
ปัจจุบันตลาดหุ้นสิงคโปร์ ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดราว 5.9% รองลงมาคือ ไต้หวัน 4.5% และมาเลเซีย 4.1% ส่วน SET อยู่ในอันดับ 6 ที่ 3.8%
ขณะที่มิติของการเติบโต พิจารณาจากค่า PEG (ยิ่งต่ำจะยิ่งดี) จะเห็นว่าของ SET อยู่ที่ 4.78 เท่า สูงกว่าทุกตลาดยกเว้น สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็นสองตลาดที่คาดว่าจะไม่เห็นการเติบโตในช่วง 2 ปีถัดจากนี้
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 นี้ มองว่าสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มดีขึ้น คาดจะมีแรงซื้อคอยหนุนจาก 2 ปัจจัยคือ การเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนของหลายบริษัท และเม็ดเงินจากกองทุน SSF Extra คาดไว้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นความเสี่ยงที่คาดเดาได้ยาก รวมถึงภัยแล้งซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนยังไม่ได้ประเมินกันไว้มากนัก อาจจะเป็นวิกฤติถัดจากนี้ได้
“โดยปกติ SET มักจะชี้นำจีดีพีล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หากเป็นเช่นนั้น และจีดีพีในไตรมาส 2 นี้เป็นจุดต่ำสุด SET ก็มีโอกาสจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ถ้าจีดีพีในอนาคตยังคงต่ำลงไปอีก ก็มีโอกาสที่ SET จะลดลงไปต่ำกว่าจุดต่ำสุดรอบก่อนหน้าที่ 970 จุด ส่วนกรอบบนประเมินไว้ที่ 1,220 จุด”









