สำหรับประเทศไทยวันนี้ นอกจากวิกฤติไวรัสโคโรน่าแล้ว รัฐบาลยังต้องเผชิญกับวิกฤติความเชื่อมั่นทางการเมือง ต้องยอมรับวันนี้ว่าเสถียรภาพรัฐบาลกำลังสั่นคลอน จากความบกพร่องในการรับมือการแพร่ระบาด แต่ยังมีทางแก้อยู่ โดยรัฐบาลต้องกู้วิกฤติศรัทธานี้กลับคืนมา
สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก แนวโน้มยังรุนแรงและยังไม่มีกำหนดว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ ทำให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักวิจัยของธนาคารพาณิชย์เอกชนมีความกังวลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ หลายแห่งปรับเป้าจีดีพีลงมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดจีดีพีปี2563 มาอยู่ที่ระดับ 0.5% แต่หากการแพร่ระบาดลากยาวมีความเสี่ยงสูงที่จีดีพีปีนี้จะติดลบ
ผลกระทบจากโควิด-19 ยังทำให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศทั่วโลกหยุดชะงัก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ความเสียหายเศรษฐกิจโลกอยู่ระหว่าง 77,000-347,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 0.1-0.4%ของจีดีพีโลก ขึ้นอยู่ระยะเวลาการแพร่ระบาดว่าจะยาวนานแค่ไหน วิกฤตเศรษฐกิจจึงถือเป็นวิบากกรรมของรัฐบาลทั่วโลก ที่จะต้องตั้งรับและแก้ปัญหาให้ตรงจุด ต้องยอมรับว่าปากท้องเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่สำหรับประเทศไทยวันนี้วิกฤตอีกลูกที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญก็คือวิกฤติความเชื่อมั่นทางการเมือง
ต้องยอมรับวันนี้ว่าเสถียรภาพรัฐบาลกำลังสั่นคลอน ไม่ใช่จากพรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่จากการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ความไม่แน่นอนถูกกัดเซาะจากความไม่เชื่อมั่นของประชาชน เป็นผลข้างเคียงของโรคโควิด-19 จากความบกพร่องในการรับมือการแพร่ระบาด นอกจากนักการเมืองบางคนที่แทรกแซงการทำงานของทีมแพทย์ บางคนนิ่งเฉยกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ วันนี้ความไม่โปร่งใสในการแจกและจำหน่ายหน้ากากอนามัยคือข้อสงสัยของประชาชน การที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์การกักตุนหน้ากากอนามัยยิ่งซ้ำเติมวิกฤติศรัทธา
เราเห็นว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลยังไม่สายเกินไป ยังมีทางออกและทางแก้ อย่างน้อยปรับปรุงวิธีการทำงานที่รวดเร็วฉับไว ทันสถานการณ์ ผู้นำรัฐบาลยังต้องหยุดข้อสงสัยสาธารณะ ต้องทำให้เห็นว่าทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียมในชีวิตและทรัพย์สิน พิสูจน์ให้เห็นว่าชีวิตคนสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้กลุ่มคนไม่ดีแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ เพื่อให้คนไทยเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีนอกมีในและไม่มีการกักตุนหน้ากากอนามัย
หากการแก้ปัญหาถูกทอดเวลาเหมือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด วิกฤติศรัทธาอาจยากที่จะเยียวยา ผู้นำในภาวะวิกฤติจะต้องมีความกล้าหาญในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การเปลี่ยนรัฐมนตรีบางคนบางกระทรวงอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการปรับใหญ่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเชื่อว่าสถานการณ์ประเทศยังไม่ถึงทางตันแต่ต้องดึงความชอบธรรมกลับมาโดยเร็ว ปัญหาการเป็นรัฐบาลพรรคร่วมอาจมีความคล่องตัวน้อยกว่ารัฐบาลพรรคเดียว แต่อำนาจสูงสุดของผู้นำรัฐบาลสามารถจัดการได้ไม่ยาก ความเด็ดขาดในสิ่งที่ถูกต้อง คืออาวุธสำคัญประชาชนเฝ้ามองอยู่


