'จุรินทร์' ถก กกร.รอบใหม่วันนี้ เล็งตั้งเพดานคุมราคาหน้ากาก

'จุรินทร์' ถก กกร.รอบใหม่วันนี้ เล็งตั้งเพดานคุมราคาหน้ากาก

“จุรินทร์” ถก กกร.ไร้ข้อสรุปนัดประชุมใหม่อีกครั้งวันนี้ คาดตั้งราคาเพดานหน้ากาก

กกร.ถกคุมหน้ากากไร้ข้อสรุป

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ว่า วานนี้ (4 มี.ค.)นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.)เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมหน้ากากอนามัยเพิ่มเติม โดยให้ กกร.ออกประกาศกำหนดให้ผู้ใดที่มีหน้ากากอนามัยในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนดต้องแจ้งปริมาณการครอบครองต่อกรมการค้าภายใน เพื่อป้องกันการกักตุน

ทั้งนี้ หากไม่แจ้งจะมีความผิดตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกรมการค้าภายใน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย

รายงานข่าวระบุว่าหลังจากการประชุม6 ชั่วโมง หรือจนถึงเวลา17.40 น.การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น นายจุรินทร์ ได้ออกมาแจ้งผู้สื่อข่าวว่าไม่รู้การประชุมเสร็จเมื่อไรจึงขอเลื่อนการแถลงข่าวเป็นวันนี้ (5มี.ค.นี้) 63 เวลา 11.00 น.ที่กระทรวงพาณิชย์

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีการถกเถียงในประเด็นปริมาณที่ครอบครองว่าจะกำหนดเท่าไรจึงจะเหมาะสม จึงจะเหมาะสมสำหรับคนแต่ละกลุ่มที่มีหน้ากากอนามัยในครอบครอง เช่นสถานพยาบาล ร้านขายยา นิติบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายยา (ผู้ค้าทั่วไป) บุคคลธรรมดาที่เป็นพ่อค้าทั่วไป

เล็งตั้งราคาเพดานหน้ากาก

นอกจากนี้ได้พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะนำมาตรการคุมราคาจำหน่ายสูงสุดมาใช้ ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมหารือกันนานมากเพราะหน้ากากอนามัยที่มีใช้ไทย ทั้งที่เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ ที่ใช้ป้องกันสารเคมี วัตถุอันตราย หน้ากากอนามัยสำหรับใช้โรงงานอุตสาหกรรม มีมากถึงประมาณ 70 เกรด และราคาขายแตกต่างกันไป ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า แต่ละชนิดจะคุมราคาขายสูงสุดที่เท่าไร หรือจะนำมาคุมราคาขายสูงสุดทั้ง 70 เกรดหรือไม่

รวมถึงจะพิจารณาการจัดสรรหน้ากากอนามัยของศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัยใหม่ทั้งหมด หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ขอให้โรงงานผู้ผลิตทั้ง 11 แห่ง จัดส่งหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้ทั้งหมดเดือนละประมาณ 38 ล้านชิ้น ให้กับศูนย์ เพื่อนำมาจัดสรรให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ก่อน อย่างโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (กทม.) มหาวิทยาลัย องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น รวมถึงกระจายสู่ประชาชนผ่านร้านสะดวกซื้อต่างๆ และร้านธงฟ้าทั่วประเทศ

สำหรับก่อนหน้านี้ หลังจากที่ กกร.ออกประกาศให้หน้ากากอนามัย และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต รวมถึงเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้ออกมาตรการบริหารจัดการ โดยกำหนดผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ต้องแจ้งปริมาณในครอบครองต่อกรมการค้าภายใน เพื่อให้ทราบจำนวนที่ผลิตได้ และสต๊อกที่มีอยู่ รวมถึงให้แจ้งต้นทุนการผลิต, ห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัยทุกชิ้น

รวมทั้งให้โรงงานผลิตปันส่วนหน้ากากอนามัยประมาณ 45%ของการผลิตทั้งหมด มาไว้ที่ศูนย์ เพื่อจะได้จัดสรรให้กับผู้ที่ต้องการใช้ก่อน และขายสู่ประชาชน ซึ่งมาตรการทั้งหมดเพื่อทำให้หน้ากากอนามัยมีเพียงพอใช้ในประเทศในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ส่วนมาตราการดังกล่าวเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ กกร.ได้ออกประกาศให้ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ต้องแจ้งปริมาณที่มีในครอบครองและห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัยทุกชิ้น เพื่อป้องกันในประเทศขาดแคลนแต่ผ่อนผันให้ใน 2 กรณี คือ นำออกไปใช้ส่วนตัวได้ไม่เกิน 30 ชิ้น หรือหากกรณีเป็นผู้ป่วย ต้องมีใบรับรองแพทย์ นำออกได้ไม่เกิน 50 ชิ้นรวมทั้งการส่งออกในกรณีพิเศษเช่น การส่งออกไปให้สถานทูต การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษที่ไม่ใช้ในไทย หรือไม่ได้ส่งออกเพื่อการค้าหรือหากำไร

ทั้งนี้ วันนี้ (5 มี.ค.)กรมการค้าภายใน จะปล่อยขบวนรถคาราวาน 111 คัน แต่ละคัน จะมีการแต่ละคันจะนำหน้ากากอนามัยไปจำหน่ายแพ็ก 4 ชิ้น 10 บาท ไม่ต่ำกว่า 10,000 ชิ้น ซึ่งจะมีหน้ากากอนามัยไปจำหน่ายทั่วประเทศ