background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

สธ. เปิดศูนย์ One Stop Service คนพิการ แห่งแรก

สธ. เปิดศูนย์ One Stop Service คนพิการ แห่งแรก

สธ. เปิดศูนย์ One Stop Service คนพิการ แห่งแรกที่ รพ.ระยอง เล็งขยายให้ครอบคลุมใน รพ.ศูนย์-รพ.ทั่วไป อย่างน้อย เขตสุขภาพละ 1 แห่งทั้ง 12 เขตสุขภาพในปี 2563

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 62 ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จในโรงพยาบาลระยอง พร้อมมอบขาเทียม แขนเทียม รถเข็นและเครื่องช่วยฟังแก่ผู้พิการ 153 ราย ว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการและดูแลสุขภาพคนพิการ ทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันรักษาโรคและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการโครงการ “การดูแลสุขภาพคนพิการแบบครอบคลุมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ปี 2563” ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 เพื่อให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ดร.สาธิต กล่าวต่อว่า ในปี 2563 จะเปิด “ศูนย์บริการคนพิการในโรงพยาบาลแบบเบ็ดเสร็จ” One Stop Serviceให้บริการครอบคลุมทั้งบริการด้านสุขภาพและสวัสดิการสังคม เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ การจดทะเบียนและออกบัตรประจำตัวคนพิการ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความพิการและการปรับตัว การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ การศึกษา การฝึกอาชีพ การหาผู้ช่วยเหลือคนพิการ

" การประเมินและฝึกใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ การรับเบี้ยสงเคราะห์ การกู้ยืมกองทุนสนับสนุนคนพิการ ดำเนินการในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป อย่างน้อยเขตสุขภาพละ 1 แห่งใน 12 เขตสุขภาพ เริ่มแห่งแรกที่โรงพยาบาลระยอง โดย จ.ระยอง มีผู้พิการมาขึ้นทะเบียน 16,782คน ร้อยละ 58 เป็นความพิการทางการเคลื่อนไหว รองลงมาพิการทางการได้ยินและการมองเห็น " ดร.สาธิต กล่าว

ดร.สาธิต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ได้ลงนามความร่วมมือพัฒนาระบบสาธารณสุข กับเขตสุขภาพที่ 6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริม พัฒนาขีดความสามารถในการจัดการสุขภาพตนเองของประชาชนและชุมชน รองรับพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ทั้งการพัฒนาการสาธารณสุขทางทะเลรองรับความจำเป็นทางสุขภาพ การท่องเที่ยว สาธารณสุขชายแดน รองรับการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรังผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตสู่สังคมดิจิทัล

"ประเด็นที่จะดำเนินการพัฒนาขับเคลื่อนร่วมกันกับเขตสุขภาพที่ 6 มี 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ 1.การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ อบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ แพทย์ผ่าตัดกระดูกและข้อ แพทย์ศัลยกรรม " รมช.สาธารณสุข กล่าว

รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า 2.การพัฒนาระบบบริการและระบบส่งต่อ อาทิ ระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว พัฒนาห้องปฏิบัติการพิษวิทยา พัฒนาการตรวจสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงพิเศษ ผู้ทำงานในที่สูง งานเชื่อม จัดระบบทางด่วนรับส่ง-ต่อ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke-Refer)ภายใน 24 ชั่วโมง และ3.การพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด การผลิตแม่พิมพ์ขึ้นรูปกายอุปกรณ์ ฯลฯ