บ.ชั้นนำโลกเริ่มภาระกิจลดโลกร้อน

บ.ชั้นนำโลกเริ่มภาระกิจลดโลกร้อน

โซนี่สามารถเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 16 ล้านเมตริกตันและคาดว่าจะลดได้ถึง 29 ล้านเมตริกตันในอีก 10 ปีข้างหน้า

บริษัทเอกชนชั้นนำโลกจากทุกภูมิภาค เริ่มปฏิบัติการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง หลังหายนะภัยทางธรรมชาติที่มีต้นเหตุจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง สร้างความเสียหายทางธุรกิจและเศรษฐกิจแก่โลกคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

“มาร์ส” เปิดตัวโครงการใหม่ #PledgeForPlanet ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้าน“โซนี่” ผนึกกำลังสหประชาชาติ รวมพลังต่อสู้ภาวะโลกร้อน ขณะบริษัทเอกชน 87 แห่งทั่วโลกรับปากควบคุมก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

มาร์สประกาศพันธกิจใหม่ภายใต้โครงการ #PledgeForPlanet มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงให้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักของความตกลงปารีสนั่นคือ การสกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน และร่วมผลักดันให้ซัพพลายเออร์รายใหญ่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

แกรนท์ เอฟ. รี้ด ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ)บริษัทมาร์ส สนับสนุนให้ทุกคนลงมือทำเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม ซึ่งโครงการ #PledgeForPlanet เปิดตัวพร้อมกับการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ และงานไคลเมท วีค เอ็นวายซี โดยมีการจัดแสดงภาพฝาผนังของศิลปินดัง สตีเวน แฮร์ริงตัน ที่สวนสาธารณะไบรอันท์พาร์คในมหานครนิวยอร์ก

พันธกิจนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่มาร์สประกาศครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อนนั่นคือ การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในการดำเนินงานภายในปี 2583 ปัจจุบัน ไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่บริษัทใช้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และบริษัทใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐ สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และเร็วๆนี้ในออสเตรเลีย มาร์ส เห็นว่าภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญในการสกัดกั้นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทจึงริเริ่มโครงการ #PledgeForPlanet เพราะเห็นว่าต้องไปให้ไกลขึ้นและเร็วขึ้นเพื่อสร้างโลกที่แข็งแรงสมบูรณ์ให้เราทุกคนเจริญเติบโตไปด้วยกัน

ภายใต้โครงการนี้ มาร์ส กระตุ้นให้หุ้นส่วน ซัพพลายเออร์ และผู้คนทั่วโลกมาร่วมปฏิญาณตนปกป้องโลกและจัดการกับต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในส่วนของซัพพลายเออร์ทุกรายนั้น มาร์ส เรียกร้องให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ลงนามเข้าร่วมโครงการ RE100 ของเดอะ ไคลเมท กรุ๊ป และมุ่งใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานโดยตรงในอนาคต โดยบริษัทโอแลม ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์จัดหาโกโก้และน้ำมันปาล์มให้กับมาร์ส ก็เข้าร่วมโครงการของมาร์สแล้ว

แกรนท์ เอฟ. รี้ด ซีอีโอของมาร์ส กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อสังคมอย่างแท้จริงและชัดเจน เช่นในธุรกิจของเรา เราเห็นแล้วว่าปัญหานี้อาจส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยที่จัดหาวัตถุดิบส่วนใหญ่ให้กับเรา ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานและอนาคตของเกษตรกรที่ทำงานให้เราคือสิ่งที่เราใส่ใจที่สุด แต่ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่คิดเผื่อคนรุ่นหลังและมุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลก ความรับผิดชอบและความปรารถนาของเราจึงไม่ใช่แค่การบรรเทาความเสี่ยงเท่านั้น แต่เราตั้งใจทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อโลกใบนี้”

โครงการใหม่ล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มาร์สได้ทุ่มเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในการดำเนินกลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเร่งให้เกิดความก้าวหน้าในการรับมือกับภัยคุกคามของโลก ไม่จำกัดแค่การดำเนินงานโดยตรงของบริษัทเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดยหนึ่งในเป้าหมายหลักคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วห่วงโซ่คุณค่าลง 27% ภายในปี 2568 และ 67% ภายในปี 2593

รี้ด กล่าวเสริมว่า “ในฐานะธุรกิจ เรามีความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ เราได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ และเราทุกๆคนมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เราริเริ่มโครงการ #PledgeForPlanet เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนลงมือทำเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม”

โครงการใหม่ตอกย้ำความรับผิดชอบร่วมกันของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชนทุกคนทั่วโลก ในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภายในงานประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น)จัดขึ้นในปีนี้ ยูเอ็นได้เชิญผู้นำนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนในแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมปรึกษาหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในจำนวนนั้น รวมถึงบริษัทโซนี อินเตอร์แอคทีฟ เอนเตอร์เทนเมนท์ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเกม ที่ประกาศนโยบายสำคัญที่สามารถช่วยรับมือปัญหาโลกร้อนได้

บริษัทโซนี อินเตอร์แอคทีฟ เอนเตอร์เทนเมนท์จับมือกับยูเอ็นทำโครงการเพื่อแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเกมและสิ่งแวดล้อมสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน โดยมาตรการขั้นแรกของ โซนี่ คือการพยายามลดอัตราการใช้พลังงานของเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ให้น้อยลงเมื่อเทียบกับเครื่องเพลย์สเตชัน 4

นายจิม ไรอัน ประธานและซีอีโอบริษัทโซนีฯ กล่าวว่า บริษัทมีความพยายามที่จะลดอัตราการใช้พลังงานกับเครื่องคอนโซลพีเอส4 ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้มากถึง 16 ล้านเมตริกตัน และคาดว่าจะลดได้ถึง 29 ล้านเมตริกตัน ในระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกเหนือจากการประหยัดพลังงานแล้ว ในอนาคต บริษัทโซนี ยังมีแผนช่วยรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนหันมาใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ผ่านเกมต่างๆ รวมถึงแอพพลิเคชันต่างๆบนเพลย์สเตชันวีอาร์ที่มีเนื้อหาแอบแฝงความรู้ให้ผู้เล่นได้ตื่นตระหนักถึงสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ด้าน“วี มีน บิสสิเนส” องค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในยุโรปเปิดเผยว่า ในช่วง2เดือนที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชน 87 แห่ง ทั้งบริษัทในอุตสาหกรรมอาหาร ก่อสร้างและโทรคมนาคมในยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคเอเชียให้การรับรองเรื่องการควบคุมก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

บริษัทชั้นนำโลก อาทิ บริษัทเนสท์เล่ ของสวิตเซอร์แลนด์ บริษัทแซงต์-โกแบง ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของโลก และบริษัทลอรีอัล บริษัทผลิตเครื่องสำอางชั้นนำสัญชาติฝรั่งเศส ร่วมกันประกาศว่าจะควบคุมก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์เปอร์เซนต์ภายในปี 2593

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำบางส่วนรวมถึง บริษัทโนเกีย บริษัทโทรคมนาคมของฟินแลนด์ บริษัทดานอน กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัญชาติฝรั่งเศส และบริษัทแอสตราเซเนกา ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเวชภัณฑ์สัญชาติอังกฤษ ประกาศว่าจะดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงโลกร้อนกรุงปารีส ปี 2558