“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ 67.57% เห็นด้วยประชาชน "ประเพณีรับน้อง" ควรอยู่ต่อ เพราะ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์
นย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ประเพณีการรับน้อง” ควรมีต่อไป? ทำการสำรวจระหว่างวันที่24 – 25 กรกฎาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป กระจาย ทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,264 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับประเพณีการรับน้องในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล”ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย(Simple Random Sampling)เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
จากการสำรวจเมื่อถามถึงผลดีหรือผลเสียของ “ประเพณีการรับน้อง” ต่อนิสิต/นักศึกษา/สถาบันการศึกษา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ49.29ระบุว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี รองลงมา ร้อยละ 45.17ระบุว่า มีผลดีมากกว่าผลเสีย และร้อยละ 5.54 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
โดยผู้ที่ระบุว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี ได้ให้เหตุผลส่วนใหญ่ พบว่า ร้อยละ 92.13ระบุว่า การใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดการสูญเสียและสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันรองลงมา ร้อยละ 30.18ระบุว่า การใช้อารมณ์ในการด่าทอก่อให้เกิดความก้าวร้าวขึ้นในหมู่คณะ และร้อยละ 22.63ระบุว่า ส่งผลกระทบต่อการเรียนของนิสิต/นักศึกษา ส่วนผู้ที่ระบุว่า มีผลดีมากกว่าผลเสีย ได้ให้เหตุผลส่วนใหญ่ พบว่า ร้อยละ 90.37 ระบุว่า เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ รองลงมา ร้อยละ 30.12ระบุว่า เป็นการฝึกให้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองและการตรงต่อเวลากล้าแสดงออกมากขึ้นและร้อยละ 27.15ระบุว่า เป็นการฝึกการมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ด้านระดับความรุนแรงของ “ประเพณีการรับน้อง” ในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 18.91 ระบุว่ามีการใช้ความรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 54.35 ระบุว่า มีการใช้ความรุนแรงมาก ร้อยละ 21.52 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ความรุนแรง ร้อยละ 1.66 ระบุว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรงเลย และร้อยละ 3.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจโดยผู้ที่ระบุว่า มีการใช้ความรุนแรงมาก– มากที่สุด ได้ให้เหตุผลว่า มีข่าวออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขาดการควบคุมดูแลจากสถาบัน ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ความรุนแรง–ไม่มีการใช้ความรุนแรงเลย ให้เหตุผลว่า ทางสถาบันมีการควบคุม ดูแล และป้องกันการรับน้องที่รุนแรง
เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทลงโทษสำหรับรุ่นพี่ที่กระทำความรุนแรงในการรับน้องโดยการตัดคะแนนความประพฤติ/พักการเรียน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.69ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ บทลงโทษไม่รุนแรงเกินไป เหมาะสมกับความผิด รองลงมา ร้อยละ 20.81 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ บทลงโทษมีความรุนแรงน้อยเกินไป ควรมีการลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า บทลงโทษรุนแรงไป ควรมีการตักเตือนก่อน แต่ก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป และร้อยละ 1.50 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงในประเพณีการรับน้อง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.28ระบุว่า ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ สถาบันการศึกษาเป็นผู้ดูแล รับผิดชอบ นิสิต นักศึกษา ภายในสถาบันทั้งหมด รองลงมา ร้อยละ 5.30 ระบุว่า ไม่ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ เป็นเรื่องที่เกิดจากตัวบุคคลไม่เกี่ยวกับสถาบัน และร้อยละ 1.42 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ “ประเพณีการรับน้อง” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.31ระบุว่า จัดกิจกรรมรับน้องที่สร้างสรรค์ มีประโยชน์ต่อตัวรุ่นน้องและสังคม รองลงมา ร้อยละ 33.78ระบุว่า ให้สถาบันการศึกษาออกมาตรการป้องกันการรับน้องที่ชัดเจนร้อยละ 26.03ระบุว่า มีการรับน้องแบบโปร่งใสโดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมร้อยละ 19.38ระบุว่า กำหนดรูปแบบการรับน้องให้เป็นรูปแบบเดียวกันทุกสถาบันการศึกษา ร้อยละ 12.97ระบุว่า ออกบทลงโทษขั้นรุนแรงโดยใช้กฎหมายนอกสถาบันการศึกษา ร้อยละ 2.85ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ให้จัดกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีอาจารย์เป็นผู้ควบคุมการทำกิจกรรม ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ต้องการให้มีประเพณีการรับน้องอีกต่อไป และร้อยละ 3.24ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึง “ประเพณีการรับน้อง” ควรมีต่อไปหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.57 ระบุว่า ควรมี “ประเพณีการรับน้อง” ต่อไป เพราะ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความสามัคคี ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง บางส่วนระบุว่า ควรเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อสังคม และผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมได้ รองลงมา ร้อยละ 30.14 ระบุว่า ควรยกเลิก “ประเพณีการรับน้อง” เพราะ ไม่มีความสำคัญ ไม่มีประโยชน์ ต่อการศึกษา ยังมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์กว่าการรับน้องที่สามารถเข้าร่วมได้ และเพื่อลดการเกิดปัญหาความรุนแรง และร้อยละ 2.29 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่างพบว่าตัวอย่างร้อยละ10.60มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯร้อยละ25.71มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลางร้อยละ17.09มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือร้อยละ30.54มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและร้อยละ16.06มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ตัวอย่าง ร้อยละ 55.14เป็นเพศชายร้อยละ 44.62เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.24เป็นเพศทางเลือกตัวอย่างร้อยละ6.96มีอายุ16 – 25 ปีร้อยละ 16.85มีอายุ26 – 35 ปี ร้อยละ 21.52มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 34.26มีอายุ46 – 59 ปี ร้อยละ 18.91มีอายุ 60ปีขึ้นไปและร้อยละ 1.50ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 92.49นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.32นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.95นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆและร้อยละ 3.24ไม่ระบุศาสนา
ตัวอย่าง ร้อยละ 21.99สถานภาพโสด ร้อยละ 70.17สมรสแล้วร้อยละ 4.75หม้าย หย่าร้างแยกกันอยู่ และร้อยละ 3.09ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ25.40จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่าร้อยละ30.62จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าร้อยละ7.36จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่าร้อยละ26.98จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่าร้อยละ5.77จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าและร้อยละ3.87ไม่ระบุการศึกษา
ตัวอย่างร้อยละ10.29ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ14.24ประกอบอาชีพพนักงานเอกชนร้อยละ24.84ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระร้อยละ14.32ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมงร้อยละ14.00ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงานร้อยละ15.27เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานร้อยละ2.77เป็นนักเรียน/นักศึกษาร้อยละ0.08เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไรและร้อยละ4.19ไม่ระบุอาชีพตัวอย่างร้อยละ12.58ไม่มีรายได้ร้อยละ20.89มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน10,000บาทร้อยละ26.66มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน10,001 – 20,000บาทร้อยละ10.05มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน20,001 – 30,000บาทร้อยละ6.25มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน30,001 – 40,000บาทร้อยละ10.84มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน40,001บาทขึ้นไปและร้อยละ12.73ไม่ระบุรายได้

