ปธ.สทท.ชี้เหตุเรือล่มจ.ภูเก็ต ไม่กระทบความเชื่อมั่นนทท. ระบุเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกระทันหัน จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องควบคุมมาตรฐานอุปกรณ์ช่วยชีวิต
นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” กรณีเรือล่มที่จ.ภูเก็ต ว่า เป็นเหตุการร์ที่ไม่มีใครคาดคิด สำหรับการท่องเที่ยวทางทะเลโดยเฉพาะในช่วงหน้ามรสุม เรือที่ออกก็มั่นใจว่ามีความปลอดภัย แต่เนื่องจากเกิดพายุขึ้นกระทันหันและค่อนข้างรุนแรง เพราฉะนั้นอุปกรณ์ในการช่วยเหลือชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ
“เบื้องต้นเลยก็คือชูชีพ อุปกรณ์ชูชีพเป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันชูชีพจะต้องได้มาตรฐานด้วย ที่สลดใจมากที่สุดก็คือผู้เสียชีวิตยังสวมใส่ชูชีพอยู่เลย ตรงนี้ก็เลยตั้งข้อสังเกตุว่าชูชีพที่ให้ลูกค้าใส่ได้มาตรฐานหรือไม่ เรามีหน่วยงานที่เข้าไปควบคุมเรื่องนี้หรือไม่ เพราะบางครั้งชูชีพที่เรือซื้อมา ถ้าดูภายนอก ถ้าซื้อไปแล้วเก็บไว้ไม่ได้ 1-2 ปี มันก็อาจจะเสื่อมสภาพทั้งๆที่ยังดูใหม่ และเมื่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินลักษณะแบบนี้ ถ้าไม่ได้มีการนำมาตรวจสภาพบ่อยๆมันก็อาจเกิดการเสื่อมสภาพ เช่น อุปกณ์ที่หุ้มโฟมมันอาจจะขาดยุ่ยได้ และอีกส่วนคือโฟมเสื่อมสภาพ โฟมที่เสื่อมสภาพมันจะดูดน้ำเข้ามาเร็ว ทำให้การลอยตัวอาจจะทำได้สักระยะหนึ่ง คือทุกตัวไม่ใช่ว่าจะลอยได้น้ำตลอดไป มันก็จะมีช่วงเวลาของมัน เท่าที่สังเกตุดูโฟมถ้าเก็บไว้นานๆมันจะมีปัญหาเรื่องการดูดซึมน้ำเข้าไป” อิทธิฤทธิ์ กล่าว
ซึ่งก็อาจจะเป็นสองกรณี กรณีหนึ่งก็คือชูชีพได้มาตรฐาน แต่อาจจะเป็นเพราะว่าคลื่นลมแรงที่พัดให้ผู้สวมใส่ไม่สามารถประคองตัวได้ อันนั้นก็อาจจะเป็นได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้ว่าคลื่นจะซัดรุนแรงแค่ไหนถ้าคนยังมีสติอยู่ และชูชีพยังสามารถประคองตัวอยู่ได้ ผมก็เชื่อว่ามันน่าที่จะลอยตัวได้ ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้ แค่วันเดียว อย่างน้อยผมว่าสักวันสองวันน่าจะได้
นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวและว่า เรื่องของอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆสำหรับการท่องเที่ยวทะเล จะต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบด้วย อย่างก็มีการกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่สักแต่ว่าให้มี แต่ว่ามีแล้วได้มาตรฐานหรือเปล่าไม่รู้
“เราต้องมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์การช่วยชีวิตต่างๆของนักท่องเที่ยว จะต้องเป็นอุปกรณ์ภาคบังคับที่จะต้องมีประจำเรือ นักท่องเที่ยว”
สำหรับบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จริงๆแล้วเรือที่จะออกทะเลได้หรือไม่ได้ มันก็จะมีประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่แล้ว ถ้าคนที่เฝ้าระวังหรือติดตามคือกรมเจ้าท่าที่เขาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจะทำหน้าที่คอยเตือนอยู่ เพราะปัจจุบันที่นำเที่ยวที่จะออกทะเลไปมันจะจีพีเอสที่สามารถบอกพิกัดได้ว่าอยู่ตรงไหน สำหรับเรือทุกลำที่ออกจากท่าไป
“ผมเข้าใจว่าเรือเขาเข้าใจว่าเขาเป็นเรือขนาดใหญ่ เขาค่อนข้างจะมั่นใจว่าเป็นเรือใหญ่ ก็เลยไม่คาดคิดว่าจะมีคลื่นใหญ่และแรงขนาดนี้ก็เลยออก สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการทุกรายก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการออกเรือทุกครั้งมันต้องมีการตรวจสอบ มีการตรวจเช็คสภาพอากาศอยู่แล้ว ถ้าไม่สุดวิสัยเรือก็จะไม่ออกอยู่แล้ว เพราะเขาก็ต้องคำนึกถึงความปลอดภัยไว้ก่อนอยู่ รวมถึงนักท่องเที่ยวเองก็ทราบเรื่องนี้ ถ้าวันไหนฟ้าคลึ้มๆ แม้จะซื้อทัวร์ไปแล้วก็ยกเลิก หรือ เลื่อนการเดินทางเป็นวันต่อไป”
เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่านักท่องเที่ยวยังคงมีความเชื่อมั่นตอ่การท่องเที่ยวทางทะเล จากมาตรการผู้ประกอบการเอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลมีการบังคับดูแล และจากนี้ไปผู้ประกอบการก็ต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น อย่าละเลยในสิ่งที่จำเป็นต่างๆเหล่านี้ ซึ่งจะต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งงนี้คือ คุณภาพของเรือที่ออกว่ามีมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวขนาดไหน
ซึ่งเรื่องอุปกรณ์ในการดูแลความปลอดภัยที่สำคัญๆ เช่นชูชีพ และเรื่องการเตรียมพร้อมการรองรับในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เบอร์โทรศัพท์ติดต่อขอความช่วยเหลือต้องมี และสามารถติดต่อประสานงานได้ เครือข่ายการสื่อสาร
“สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทางทะเล”


