หลังจากเกิดดีลระดับโลกที่ อเล็กซิส ซานเชซ แนวรุกทีมชาติชิลีของ อาร์เซนอล ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่แข่งร่วมลีก
ด้วยการแลกกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ดาวเตะทีมชาติอาร์เมเนียที่ย้ายสลับขั้วไปอยู่กับทีม “ปืนใหญ่” พร้อมได้รับเบอร์ 7 ซึ่งเป็นเบอร์ของแข้งระดับตำนานหลายคนของทีมดังแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ถึงกระนั้นเชื่อว่าแฟนๆ “เดอะ กันเนอร์ส” คงจะชินชากับการย้ายออกจากทีมของแข้งตัวหลัก เนื่องจากในยุคก่อนหน้านี้กำลังสำคัญของทีมหลายคน ทั้ง ปาทริค วิเอรา, แอชลีย์ โคล, เชส ฟาเบรกาส และเธียร์รี อองรี ก็ล้วนตีจากทีมไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องแปลกที่ว่าแข้งคนเก่งของทีม อาร์เซนอล มักจะย้ายไปอยู่กับ 2 ทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์หลายต่อหลายคนนับตั้งแต่ยุคพรีเมียร์ลีก ถึงปัจจุบัน และถือเป็นการยื่นหอกให้กับคู่แข่งร่วมลีกไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ (แมนฯซิตี)
อาร์แซน เวนเกอร์ ถือเป็นกุนซือที่ขึ้นชื่อในเรื่องการชอบปั้นดาวรุ่ง และนำมาเจียระไนจนกลายเป็นเพชรเม็ดงาม ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ กองหน้าทีมชาติโตโก ซึ่งตอนที่ทีมเซ็นสัญญาเข้ามานั้นเชื่อว่าหลายคนไม่รู้จักว่าเขาคนนี้คือใคร
โดยเจ้าของฉายา “ลิตเติ้ล คานู” ย้ายมาอยู่กับทีม “ปืนใหญ่” เมื่อปี 2006 หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ โมนาโก ซึ่งในซีซั่นแรกนั้นเขาไม่ค่อยได้รับโอกาสการลงสนามมากนัก แต่ในฤดูกาลต่อมาเจ้าตัวก็เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเอง หลังเป็นผู้ยิงประตูชัยในเกมบุกเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ส่งผลให้ อเดบายอร์ ที่มีอายุเพียง 22 ปี ได้ยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมมาโดยตลอด
สำหรับเรื่องฝีเท้านั้นไม่มีใครปฏิเสธว่า อเดบายอร์ คือหนึ่งในกองหน้าที่สมบูรณ์แบบเนื่องจากเล่นลูกกลางอากาศได้ จบสกอร์คม รวมถึงมีความเร็ว แต่เรื่องระเบียบวินัย และความใจร้อน คือ จุดบอดของเขาอย่างชัดเจน จนส่งผลให้สุดท้ายแล้วในปี 2009 แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้ยื่นข้อเสนอจำนวน 25 ล้านปอนด์ (ราว 1.1 พันล้านบาท) ในการคว้าตัวแข้งรายนี้ไปร่วมทีม พร้อมปิดฉากการค้าแข้งกับ อาร์เซนอล ด้วยการทำ 46 ประตูจากการลงสนาม 104 นัด
ปัจจุบัน อเดบายอร์ ยังคงค้าแข้งอยู่กับ อิสตันบูล บาซัคเซฮีร์ สโมสรในลีกตุรกี
โคโล ตูเร (แมนฯซิตี)
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเชื่อว่ากองหลังที่อยู่ในใจของแฟนๆ อาร์เซนอล เสมอ นอกจาก โซล แคมป์เบลล์ แล้วคงจะหนีไม่พ้น โคโล ตูเร โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเขาคือ 1 ในขุนพลในชุดไร้พ่ายของทีม “ปืนใหญ่” ที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่น 2003-04
สำหรับ ตูเร ย้ายมาอยู่กับ อาร์เซนอล จาก เอเอสอีซี มีโมสาส ด้วยค่าตัวเพียง 150,000 ปอนด์ (ราว 6.5 ล้านบาท) และเขาก็ปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของฟุตบอลอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว จนได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นปราการหลังคู่กลางกับ แคมป์เบลล์ ตั้งแต่ซีซั่นแรก
ด้วยความแข็งแกร่งของทั้ง ตูเร และ แคมป์เบลล์ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไม่แพ้ทีมใดเลยตลอด 38 นัดในปีต่อมา และหลังจากที่ “บิ๊กโซล” แขวนสตั๊ด เตอร์ฮาล์ฟทีมชาติไอวอรี โคสต์ ก็ได้ขึ้นมาเป็นหัวใจในเกมรับ พร้อมควบตำแหน่งรองกัปตันทีมไปด้วย และจากฟอร์มอันโดดเด่นทำให้หลายทีมดังในยุโรปให้ความสนใจดึงตัวเขาไปร่วมทัพ สุดท้ายในปี 2009 เจ้าตัวก็ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม หลังมีปัญหากับ ปีเตอร์-ฮิลล์ วูดส์ ประธานของ อาร์เซนอล ในขณะนั้น ซึ่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็เป็นเสือปืนไวที่ดอดมาเซ็นสัญญากับกองหลังจอมแกร่งรายนี้ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ (ราว 612 ล้านบาท)
โดยหลังจากที่ย้ายไปอยู่กับ “เรือใบสีฟ้า” ตูเร ก็ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้ในฤดูกาล 2011-12
ซามีร์ นาสรี (แมนฯซิตี)
นอกจาก กลีชี แล้ว ในปี 2011 ยังมีอีกหนึ่งนักเตะของ อาร์เซนอล ที่ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี นั่นก็คือ ซามีร์ นาสรี สุดยอดดาวรุ่งแห่งยุค และเป็น 1 ในนักเตะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ชื่นชมเป็นอย่างมาก
โดยแนวรุกชาวฝรั่งเศส ย้ายมาอยู่กับ “ปืนใหญ่” ในปี 2008 ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ (ราว 612 ล้านบาท)) จาก โอลิมปิก มาร์กเซย พร้อมได้สวมเสื้อเบอร์ 8 ซึ่งเป็นเบอร์ของตำนานในทีมหลายต่อหลายคน ทั้ง เอียน ไรท์, จอร์จ เกรแฮม และ เฟรดดี ลุงเบิร์ก เป็นต้น
นาสรี เป็นตัวรุกที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง ทั้ง ปีกซ้าย, ปีกขวา กองกลางตัวรุก และกองหน้าตัวต่ำ ซึ่งเจ้าตัวก็ขึ้นมาเป็นหัวใจของทีมในช่วงระยะเวลาไม่นาน โดยประสานงานกับ เชส ฟาเบรกาส และโรบิน ฟาน เพอร์ซี ได้แบบลงตัว
อย่างไรก็ตามจากการที่ อาร์เซนอล ไม่ค่อยประสบความสำเร็จใดๆในช่วงหลัง ส่งผลให้ นาสรี เริ่มแสดงเจตนาชัดเจนว่าย้ายย้ายออกจากถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดียม จนเสียสมาธิเรื่องฟอร์มการเล่นไปช่วงหนึ่ง
ทำให้ในปี 2011 อาร์เซนอล ต้องยอมจำใจปล่อยตัวแข้งทีมชาติฝรั่งเศสไปให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (ราว 1.1 พันล้านบาท) ท่ามกลางเสียงก่นด่าของแฟนๆ “เดอะ กันเนอร์ส”
โรบิน ฟาน เพอร์ซี (แมนฯยูไนเต็ด)
เชื่อว่าถ้าพูดถึง 1 การย้ายทีมที่เจ็บปวดที่สุดของแฟนๆ อาร์เซนอล ต้องมีชื่อของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ที่ย้ายหนีทีมในตอนที่สโมสรกำลังอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่
ดาวเตะเจ้าของฉายา “ซ้ายสลาตัน” คืออีกหนึ่งเด็กปั้นที่ เวนเกอร์ ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากพัฒนาฝีเท้าจาก เฟเนยูร์ด มาสู่บทบาทกองหน้าที่ดีที่สุดของทีม “ปืนใหญ่” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับ “อาร์วีพี” คือศูนย์หน้าที่ไว้ใจได้อย่างมากเรื่องการจบสกอร์ พร้อมช่วยทำประตูสำคัญๆให้ทีมมาแล้วมากมายนับตั้งแต่ปี 2004 และได้เล่นคู่กับกองหน้าระดับตำนานของทีมมากมาย ทั้ง เธียร์รี่ อองรี และโฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส เป็นต้น
จนเมื่อ อองรี ย้ายออกจากทีมในปี 2007 ฟาน เพอร์ซี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวความหวังของทีมแบบปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งเขาก็รับความกดดันได้ดี และพาทีมยกระดับขึ้นมาได้แบบน่าพอใจซึ่งแฟนๆหลายคนคาดว่าเขาจะเป็น “นิว เดนนิส เบิร์กแคมป์” เพื่อสานตำนานความยิ่งใหญ่ของกองหน้ารุ่นพี่ในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดียม ต่อไป
แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ตลอดเวลา 9 ปีของเจ้าตัว เขาสามารถคว้าแชมป์กับทีมได้เพียงถ้วยเดียว คือ เอฟเอ คัพ ซีซั่น 2004-05 และเป็นเหตุให้ในปี 2012 ฟาน เพอร์ซี ตัดสินใจย้ายข้ามฟากไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมลีกด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (ราว 1.1 พันล้านบาท) จนส่งผลให้ อาร์เซนอล ผลงานดร็อปไปช่วงใหญ่ และที่แสบกว่านั้นคือเขายิงประตูใส่ อาร์เซนอล ได้ถึง 3 ประตูด้วยกันตลอดเวลาที่อยู่กับ “ปีศาจแดง” 3 ซีซั่น
และทั้งหมดนี้คือส่วนนึงของนักเตะ อาร์เซนอล ที่ส่งตรงไปยัง 2 บิ๊กทีมในเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเชื่อว่าหากในอนาคต “ปืนใหญ่” ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในถ้วยใดๆเหตุการณ์ “สมองไหล” เช่นนี้ก็จะมีเกิดขึ้นเรื่อยไปอย่างแน่นอน

