นายอำเภอถลาง ลงตรวจสอบกรณีโรงแรมดัง ไล่นทท.ห้ามปูเสื่อหน้าหาด อ้างเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล หลังมีผู้ไลฟ์สดเฟซบุ๊ก
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Aziz Yotharak” ได้แพร่ภาพสดทางเฟซบุ๊ก มีความยาวประมาณ 1.40 นาที เป็นภาพขณะที่พนักงานชายโรงแรมแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหาดเลพัง-บางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้เข้าไปพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติ ที่นำเสื่อมาปูบนหาดทรายให้ครอบครัวนั่งอาบแดด สรุปว่า ไม่ให้นักท่องเที่ยวปูเสื่อนั่งในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายหาดบริเวณดังกล่าวเป็นของโรงแรม และขอให้ย้ายสื่อออกไปด้วย ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้ว่าชายหาดจะมีเจ้าของ ภายหลังที่มีการเผยแพร่คลิปออกไปปรากฏว่า ได้มีผู้เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า ชายหาดควรจะเป็นที่สาธารณะและทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันใช่หรือไม่ แล้วเอกชนมีเอกสารสิทธิบนชายหาดได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ รวมถึงตรวจสอบบริเวณชายอื่นๆ ของเกาะภูเก็ตด้วย เพราะกระทบกับการท่องเที่ยว
จากการสอบถามนายมาแอน สำราญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล (อบต.เชิงทะเล) อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ทราบเรื่องและเห็นคลิปที่มีการเผยแพร่แล้ว ซึ่งตนก็ได้ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่โรงแรมดังกล่าว ทราบว่า ทางผู้จัดการโรงแรมได้สั่งพนักงานโรงแรมว่า หากพบนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แขกของโรงแรมมาใช้พื้นที่และสระน้ำของโรงแรมนั้นจะต้องซื้อวอเชอร์ก่อน ไม่ได้ให้ไล่นักท่องเที่ยวที่มานอนชายหาด แต่เหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่นั้นกลายเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรมไปให้นักท่องเที่ยวออกจากชายหาด ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตอย่างแน่นอน
“จากการตรวจสอบพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวปูเสื่อและมีเด็กเล็กๆ นั่งอยู่ตามภาพที่เผยแพร่ออกไปนั้น คนทั่วไปย่อมเข้าใจว่าเป็นพื้นที่ชายหาดสาธารณะอย่างแน่นอน แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริเวณชายหาดดังกล่าวอยู่ในเขตโฉนดของโรงแรมซึ่งมีหลักเขตปักไปจนถึงจุดที่น้ำทะเลท่วมถึง แต่ด้วยสภาพที่เป็นหาดทรายก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทราบแล้ว เพื่อจะได้หามาตรการในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอีก”
นายมาแอน กล่าวด้วยว่า ปัญหาในเรื่องของหลักเขตโฉนดบนชายหาดนั้น จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่ดิน เจ้าท่าฯ เป็นต้น ได้มีการมาหารือแนวทางกันอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่ของชายหาดบริเวณนี้จะมีปัยกาการเปลี่ยนสภาพ โดยเฉพาะในฤดูมรสุมซึ่งจะมีปัญหาการกัดเซาะชายหาดเข้ามาบนชายฝั่ง และเลยเข้ามาเขตโฉนด และทางเจ้าของหลักเขตโฉนดยังคงยืนยันในกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ในขณะเดียวกันความเข้าใจของบุคคลทั่วไป เมื่อเห็นว่าสภาพเป็นชายหาดก็คิดว่าน่าจะเป็นที่สาธารณะและทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ และชายหาดก็ไม่น่าจะมีกรรมสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่งด้วย
"จะต้องมีการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระบุให้ชัดว่า เมื่อที่ดินมีการเปลี่ยนสภาพชายหาดตามที่เห็น ณ ปัจจุบัน แล้ว ที่ดินดังกล่าวจะต้องตกเป็นที่สาธารณะหรือไม่ แลจะต้องมีการกันพื้นที่ในส่วนที่เป็นชายหาดออกจากโฉนดเดิมหรือไม่อย่างไร เพราะหากไม่มีการดำเนินการใดๆ จะเกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ โดยเฉพาะกรณีที่มีโรงแรมตั้งอยู่ติดกับชายหาด เหมือนกับกรณีของโรงแรมแห่งหนึ่งทีมีการนำเตียงผ้าใบมาวางบนชายหาด และท้องถิ่นถูกร้องเรียนว่าเลือกปฏิบัติ แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่า หลักโฉนดที่ดินอยู่บนชายหาด นอกจากนี้เคยได้เสนอกับทางผู้บริหารโรงแรมว่า ให้หาวิธีการในการป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายหาดในพื้นที่ของตนเองด้วย เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาตามมาดังที่เป็นข่าว ด้วยคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ชายหาดต้องเป็นที่สาธารณะเท่านั้น


