วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่งสอบข้อเท็จจริง รื้อคดี 'ครูจอมทรัพย์'

ปลัดยธ.สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีรับรื้อฟื้นคดี "ครูจอมทรัพย์" ขีดเส้นรู้ผลใน 30 วัน พร้อมวางระบบรับร้องทุกข์ให้รัดกุม ด้าน "อัจฉริยะ" หอบหลักฐานแฉ ระบุผลตรวจ 3 หน่วย ไม่เคยชี้ชัดรถยนต์ไม่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.60 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ขอให้ตรวจสอบการให้ความช่วยเหลือรื้อฟื้นคดีอาญาให้กับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ภายหลังศาลฎีกายกคำร้องการขอรื้อฟื้นคดีเนื่องจากมีขบวนการรับจ้างติดคุก

นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า ตนได้มีคำสั่งตั้งนายวัลลภ นาคบัว ผอ.สำนักการกิจการยุติธรรม ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดีและรองปลัดกระทรวง เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งแต่ก่อนที่นายอัจฉิยะ จะมายื่นหนังสือร้องเรียน เบื้องต้นกำหนดกรอบเวลาไว้ 30 วัน ยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้ตั้งธงหรือตั้งแง่ว่าใครกระทำความผิด เป็นการตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบหาความจริงให้ปรากฎ ส่วนรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้แต่มั่นใจว่าผลการตรวจสอบจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ยังได้วางระเบียบการรับรื้อฟื้นคดีอาญาให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพราะการรื้อฟื้นคดีทำได้เพียงครั้งเดียวจึงต้องดำเนินการให้ดี หากดำเนินการอย่างไม่รอบคอบจะกระทบต่อสิทธิของประชาชนผู้ร้อง โดยจะกำหนดให้ศูนย์บริการร่วมเป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน ในชั้นพิจารณารื้อฟื้นคดีอาญาต้องมีคณะกรรมการจากหน่วยงานอื่นๆมาเพิ่มเติม เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หากเป็นการร้องเรียนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการต้องส่งเรื่องไปให้กองการเจ้าหน้าที่พิจารณา ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นเพียงการทำงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คาดว่าระเบียบใหม่จะเริ่มใช้ได้ในสัปดาห์หน้า

ด้านนายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนต้องการให้ตรวจสอบการรับรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ ซึ่งเป็นการนำงบประมาณไปใช้ช่วยเหลือคนที่กระทำความผิด การคุ้มครองพยาน และค่าทนายความ ทั้งที่คดีดังกล่าวมีทั้งขบวนการรับจ้างติดคุกและขบวนการรับจ้างรื้อฟื้นคดี ซึ่งปรากฎหลักฐานว่าทีมงานของกระทรวงยุติธรรมรู้มาตั้งแต่ต้นว่ามีการว่าจ้าง แต่กลับไม่หยุดให้การช่วยเหลือ ยังนำงบประมาณไปใช้จ่าย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม หากการตรวจสอบพบความผิดขอให้กระทรวงยุติธรรมสั่งเรียกคืนงบประมาณที่นำไปใช้กลับคืนด้วย

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้รองปลัดกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่า ทราบมาตั้งแต่ต้นว่ามีขบวนการรับจ้างติดคุก และยังอ้างถึงพยานหลักฐานใหม่ที่ตรวจสอบโดยกรมการขนส่งทางบก บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นการหลอกลวงคนทั้งประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนก่อนส่วตรวจเพื่อหวังผลในทางคดี แต่ไม่มีผลตรวจสอบของหน่วยงานใดยืนยันได้ว่า รถยนต์โตโยต้า หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชน เช่น กรมการขนส่งทางบกซึ่งตรวจสอบป้ายทะเบียนและสภาพรถยนต์ ก็ขึ้นเบิกความในศาลว่า สาเหตุที่บริเวณรอยเจาะบนแผ่นป้ายทะเบียนไม่ตรงกับภาพถ่ายแผ่นป้ายทะเบียนขณะเกิดเหตุเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะมีการเปลี่ยนป้ายใหม่เพื่อทดแทนป้ายเดิมที่สูญหาย

ส่วนสภาพรถยนต์ตรวจได้เพียงหมายเลขเครื่อง หมายเลขตัวถัง และสี ซึ่งตรงกับรายการจดทะเบียน แต่ไม่ได้ตรวจสอบร้องรอยการเฉี่ยวชน ขณะที่บริษัทโตโยต้าระบุในคำเบิกความว่าบริษัทตรวจสอบได้เพียงค่าความหนาของสีระยนต์ อยู่ในช่วงค่าปกติของมาตรฐานโรงงาน ส่วนจะเคยเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนหรือไม่ ไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วน ม.พระจอมเกล้าฯ ซึ่งตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนก็ระบุว่า ไม่ทราบว่าป้ายทะเบียนแผ่นใดเป็นแผ่นหน้าหรือแผ่นหลัง นอกจากนี้ผลตรวจวิเคราะห์ระบุเพียงแผ่นป้ายทะเบียนหน้ารถไม่เคยถูกดัดแปลงหรือซ่อมแซมมาก่อน แต่ไม่ได้ระบุว่าแผ่นป้ายทะเบียนเคยมีการเฉี่ยวชนมาบ้างหรือไม่

"คดีนี้มีการนำงบฯของบกระทรวงยุติธรรม และงบลับของดีเอสไอ ไปใช่ช่วยเหลือผู้กระทำผิดและคุ้มครองพยาน คือนายสับ วาปี ซึ่งไม่ถูกต้อง และยังมีพยาน 2 ปากขึ้นเบิกความในศาลว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมทำหลักฐานเท็จมาให้เซ็น ผมจึงต้องการเรียกร้องให้ตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ในกรณีรับจ้างติดคุกนี้มีเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมถึงค่าทนายความซึ่งมีสัญญาว่าจ้างกัน แต่กลับอ้างว่าเป็นทนายของกระทรวงยุติธรรม" นายอัจฉริยะกล่าว