วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พระเป่าไฟงานกฐินถูกวิจารณ์ยับ เผยลูกศิษย์ขอให้ทำพิธี

คืบหน้าล่าสุด กรณีพระเป่าไฟ..หลวงพ่ออ้าง เผยชาวบ้านขอให้เป่าไฟเป็นสิริมงคลรับกฐิน เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกสั่งเข้มสอบพฤติกรรม

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด หลังการนำเสนอข่าวกรณีที่ในโลกโซเชียลมีการกระหน่ำแชร์ภาพพระสงฆ์ คือพระปลัดรัตนชัยอสิงสโกเจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทมต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ขณะกำลังพ่นลูกไฟ กลางงานแห่กฐิน สามัคคีภายในวัด ซึ่งมีช้าง 4 เชือกและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมงานแห่กฐินจำนวนมากจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นา ๆ ถึงความไม่เหมาะสม เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ต.ค.60 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่วัดป่ารัตนสุทธิกระทมได้พบกับพระปลัดรัตนชัยอสิงสโกเจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม อายุ 44 ปี ที่ศาลาการเปรียญภายในวัด ก่อนจะทำการสาธิตการพ่นลูกไฟให้ผู้สื่อข่าวดู โดยการให้ลูกศิษย์นอนคว่ำหน้า จากนั้นใช้ผ้าขาวคลุม ก่อนจะจุดเทียน ร่ายมนต์คาถาหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินระหว่างรอให้น้ำตาเทียนหยดลงขัน เมื่อได้น้ำตาเทียนที่ไหลหยดลงในขันในปริมาณที่ต้องการ จึงยกขันน้ำตาเทียนร้อนๆ เข้าปากเพื่ออมน้ำตาเทียนไว้ โดยที่หลวงพ่อไม่มีทีท่าว่าจะร้อนหรือลวกปากแต่อย่างใดก่อนจะพ่นน้ำตาเทียนผ่านเปลวไฟของเทียน จนไฟลุกพรึบผ่านคนที่นอนคุลมผ้าอยู่โดยผู้ที่เข้ามาให้หลวงพ่อเป่าไฟให้นั้น ต่างเชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้าย และโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัว

พระปลัดรัตนชัย อหิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนสุทธิกระทม อายุ 44 ปีเปิดเผยว่าการเป่าไฟในภาพที่มีการแชร์ออกไป เป็นการเป่าไฟ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ในงานทอดกฐินสามัคคี เพื่อเคลื่อนขบวนแห่ เพื่อเป็นสิริมงคลซึ่งศิษยานุศิษย์ ที่เป็นเจ้าภาพงาน ต้องการให้หลวงพ่อเป่าซึ่งก็จะเป็นคนที่มาให้หลวงพ่อเป่า ประพรมน้ำมนต์ มีการคลุมผ้าขาว ก่อนเป่าเพื่อปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีอยู่ในตัวออกไป อยู่เป็นประจำ ญาติโยมที่เจ็บป่วยก็หาย จึงเกิดศรัทธา มาร่วมงานกฐินกันทุกปี แต่ระยะนี้ตนก็ไม่ได้เป่าไฟหรือทำพิธีปัดเป่าให้ลูกศิษย์มาประมาณ 3 เดือนแล้ว อีกทั้งในช่วงนี้ เป็นช่วงเดือนที่จะมีพิธีพระราชทานพระเพลิงพระบรมศพด้วย จึงงด แต่วันงานกฐิน ศิษยานุศิษย์อยากให้เป่าเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเท่านั้น แทนการจุดพลุจุดตะไลที่มีเสียงดังอึกกระทึกครึกโครมซึ่งอาตมาเองตอนเด็กๆก็เป็นศิษย์หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดินท่านจะชอบไปกับกองไฟ ไปนั่งกับกองไฟ ท่านไปไหนก็มีไฟไปด้วยหลวงปู่สรวงก็เคยเสกมันให้ตนเองฉันท์ และมนุษย์ของเราก็ประกอบไปด้วย 4 ธาตุ คือธาตุดิน น้ำ ลม และไฟพระสงฆ์หลายท่านก็มีการรดน้ำมนต์คือการให้น้ำ

ส่วนการคลุมผ้าเป่าไฟ ก็เป็นการให้ธาตุไฟแก่โยม เป็นความเชื่อ ไม่เป็นอันตราย หลังเป่าไปอาจจะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี เป็นการให้กำลังใจญาติโยม ก็หายป่วยหลายคน ญาติโยมจึงพากันมาให้หลวงพ่อเป่าให้อย่างต่อเนื่องมา 8-9 ปีแล้วซึ่งครั้งนี้หลวงพ่อก็ไม่อยากเป่าให้ญาติโยมมากมายหลายคน จึงขอเป่าแค่เป็นพิธีก่อนเคลื่อนขบวนแห่กฐิน แห่ช้างเท่านั้นเองถ้าจะจุดพลุเสียงดังเอิกเกริกก็คงไม่เหมาะสมในช่วงนี้จึงเป่าเพื่อบูชาไฟ ไฟเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่นมีการจุดตะไล บั้งไฟ เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลหลังจากหลวงพ่อเป่าไฟ ญาติโยมก็เอาขี้เทียนที่หลวงพ่อเป่าในวันนั้นไปใส่เป็นน้ำมนต์เพื่อไปรดน้ำมนต์เป็นสิริมงคลกับลูกหลาน กลับไปกิจการจะได้ดีขึ้น

"ที่เป่าคือ ใช้น้ำตาเทียนเป่า ในพระธรรมวินัย ที่บอกว่าห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม ตนเองก็ไม่ได้อวดอ้างอะไร เป่าเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ เพราะโยมขอร้อง ถือว่าข้อนี้ยังไม่ผิด ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดร้ายแรง แต่ถ้าในพระธรรมวินัยศีลมี 227 ข้อ ข้อที่ห้ามคือปะราชิกสี่ก็ไม่ได้อยู่ในขั้นนี้ที่ว่าหนักเป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์คือสิ่งที่ประเสริฐ คือสิ่งที่ดีเป็นการให้กำลังใจญาติโยมมีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป ที่ผ่านมาเป่าให้โยม จากที่เจ็บแข้งเจ็บขาเขาก็หายจึงถวายปัจจัยหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เอาปัจจัยทั้งหมดไปสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่และโบสถ์วัดที่กำลังสร้าง และยังไม่เสร็จ รวมทั้งสร้างเมน เพื่อสืบทอดและจรรโลงศาสนาต่อไป" หลวงพ่อกล่าว

ล่าสุดวันนี้ (11 ต.ค.60) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้ติดตามความคืบหน้าล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้โทรศัพท์สอบถาม นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ แจ้งว่าได้ทราบข่าวจากสื่อต่างๆที่นำเสนอข่าวแล้ว และทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ได้รายงานให้ทราบแล้ว ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าว รุดเดินทางไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดบูรพาราม พระอารามหลวง เพื่อติดตามสอบถาม ข้อเท็จจริง ในเรื่องดังกล่าว

นายเพทาย สดทรงศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่พระสงฆ์ปฏิบัติไม่ชอบและไม่เหมาะสมด้วยกิจของสงฆ์ บางประการ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ได้รับหนังสือจากเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ให้พระสังฆธิการกำชับ พระสงฆ์ สามเณร ประพฤติและปฏิบัติให้เหมาะสม ซึ่งในหนังสือสั่งการของเจ้าคณะหนใหญ่ตะวันออก มีส่งการกำชับ 3-4 ประเด็นด้วยกัน เรื่องการประพฤติปฏิบัติที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง การละเมิดคำสั่งมหาเถระสมาคม การใช้สื่อโซเซียลมีเดียและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมต่อฐานะรูป

ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์มีความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว ได้นิมนต์เจ้าคณะจังหวัดมาประชุมว่า จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร ก่อนหน้าที่จะเป็นข่าว พอประชุมแล้วได้มีการกำชับไปยังพระสังฆธิการในระดับอำเภอ โดยทางเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ เพื่อให้พระสงฆ์ และสามเณร ทุกรูปได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก พอวันรุ่งขึ้นก็เป็นข่าวหลังจากการส่งหนังสือไปไม่กี่วัน

พอทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ได้เห็นข่าวผ่านสื่อมวลชน ได้ประสานไปยังเจ้าคณะอำเภอสังขะ และพระเลขาเจ้าคณะอำเภอสังขะ ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่า ได้มีการทำอย่างที่เป็นข่าวจริง จริงได้ให้ทางเจ้าคณะอำเภอสังขะได้กำชับ กวดขันว่า กิจใดเป็นกิจของสงฆ์ กิจใดเป็นไม่กิจของสงฆ์ พร้อมกับมีการทำหนังสือเพื่อเป็นการตักเตือนพระภิกษุรูปดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ให้ปฏิบัติให้เหมาะสม

กรณีสังคมโซเซียลมีเดีย และประชาชนทั่วไป ต่างพากันมองว่าเป็นการอวดอุตริมนุสธรรมเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องโลกะวัตรชะในชั้นต้น พอคนเห็นในสื่อต่างคนต่างคิด และวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ซึ่งก็สามารถคิดได้หลายวิถีทางอย่างไม่มีข้อกำจัด แต่ในเรื่องวินัย ก็จะมีคณะสงฆ์ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระธรรมวินัย ที่จะต้องไปดูกันว่า ผิดวินัยข้อไหน ชั้นไหน อย่างไร แต่ในเบื้องต้นทางสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ ได้ให้ทางคณะสงฆ์ได้มีการว่ากล่าวตักเตือนกันเองแล้ว ทั้งเป็นหนังสือสั่งการ ทั้งโทรศัพท์ กำชับลงไปในพื้นที่ พร้อมประสานไปยังหน่วยงานบ้านเมือง โดยให้นายอำเภอสังขะ ประสานกำชับเจ้าขณะอำเภอช่วย ซึ่งเป็นที่รู้กันทั้งทางอำเภอสังขะ คณะสงฆ์และสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์เพราะทุกวันนี้พระสงฆ์กลายเป็นข่าวได้ง่าย ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร จึงพยายามปฏิรูปทั้ง 6 ด้านเพื่อให้ทางคณะสงฆ์ ทันต่อยุคสมัยและเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยต่อไปผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ กล่าว