วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กีฬา-การเมือง' แยกจากกันได้จริงหรือ?

จากประเด็นของ “เคราร์ด ปิเก้” กองหลังบาร์เซโลน่า ที่ออกมาเคลื่อนไหวการแยกตัวของแคว้นคาตาลัน ออกจากสเปน สู่คำถามที่ว่า 'กีฬา-การเมือง' แยกจากกันได้จริงหรือ?

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงสัปดาห์นี้ วงการฟุตบอลเป็นโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติ หรือ "ฟีฟ่า แมตช์เดย์" ทั้งเกมอุ่นเครื่องและฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ซึ่งตอนนี้มีหลายทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่รัสเซียปีหน้าเป็นที่เรียบร้อย

ช่วงโปรแกรมทีมชาติแข่งขันนี้เองยังมีเรื่องราวของสถานการณ์โลกที่มีส่วนมาเกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลไม่น้อย จากเหตุการณ์วุ่นวายในเมืองบาร์เซโลนาประเทศสเปน ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 ต.ค.ที่ผานมา หลังจากแคว้นคาตาลันมีการโหวตลงคะแนนเสียงแยกเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน (ซึ่งผลโหวตเห็นได้กับการแยกเป็นอิสระมีมากกว่า 90%)

 

มีการปะทะกันของกำลังตำรวจสเปนที่ต้องการยับยั้งไม่ให้มีการโหวตเกิดขึ้น ขณะที่วันเดียวกันนั้นเองมีเกมฟุตบอลลา ลีกา ระหว่างบาร์เซโลน่ากับลาส พัลมาส ที่สนามคัมป์นู ทำให้การแข่งขันเกมดังกล่าวไม่อนุญาตให้แฟนบอลเข้าสนาม โดยผลการแข่งขันเป็นบาร์เซโลน่าชนะไป 3-0

 

มีเหตุการณ์ต่อเนื่องตามมาเมื่อ “เคราร์ด ปิเก้” กองหลังบาร์เซโลน่า ทวีตว่า เขาได้ไปโหวตออกเสียงลงประชามติเพื่อความเป็นอิสระจากสเปน ในฐานะสาธารณรัฐกาตาลุญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยกล่าวว่า “ผมได้โหวตเรียบร้อยแล้ว และทุกคนที่รวมใจกัน จะไม่มีใครสามารถหยุดพวกเราในการปกป้องประชาธิปไตยได้” 

หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ปิเก้เคยได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์สนับสนุนว่า ในแคว้นกาตาลุญญาทุกคนควรที่จะออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสงบ พร้อมติดแฮชแท็ก #Votarem ที่แปลว่า เราจะโหวต อีกทั้งมักจะประกาศตัวชัดเจนถึงการสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระมาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง

แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศของทีมชาติสเปนตามไปด้วย จกนั้นปิเก้ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาว่า พร้อมที่จะเล่นให้ทีมชาติต่อไปแต่ถ้าผู้บริหารคิดว่าตัวเขาเป็นปัญหา ก็พร้อมจะถอยออกมาและอำลาทีมชาติก่อนปี 2018

 

นี่อาจจะเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของเรื่องการเมืองที่เข้ามามีส่วนต่อเกมกีฬา โดยเฉพาะนักกีฬาและทีมกีฬาที่หลายครั้งประกาศตัวอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองของตัวเอง แม้ว่าเราจะเคยมีวาทกรรมที่มักพูดกันอย่างสวยหรูบ่อยครั้งว่า “กีฬาไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมือง” แต่แท้จริงแล้วมันทำได้จริงหรือ?

 

ก่อนหน้ากรณีของปิเก้ไม่นานนัก ในช่วงเดือนก.ย. วงการกีฬาสหรัฐทั้งเบสบอล อเมริกันฟุตบอล และบาสเกตบอล มีนักกีฬาออกมาแสดงสัญลักษณ์คุกเข่าให้เพลงชาติสหรัฐ เพื่อทำการประท้วง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีของสหรัฐ เพราะไม่เห็นด้วยกับคำพูดของทรัมป์ และขาดความเคารพต่อนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล อาชีพที่นักกีฬาหลายคนเป็นคนผิวสี

ยังมีเหตุการณ์ในอดีตก่อนหน้านี้ กรณีของ “เฟยิซา ลิเลซา” นักวิ่งมาราธอนชาวเอธิโอเปีย ซึ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 และคว้าเหรียญเงินมาได้สำเร็จในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ริโอ 2016 แต่เขาแสดงสัญลักษณ์ไขว้แขนเป็นรูปกากบาทชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลประเทศเอธิโอเปียบ้านเกิด เนื่องจากประชาชนไม่พอใจปัญหาการกีดกันทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงปี 2558 

เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนเสียชีวิตกว่า 400 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน และด้วยการแสดงออกนี้เองทำให้ลิเลซา ไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้เนื่องจากความปลอดภัยต้องลี้ภัยอยู่ตางประเทศ 

ยังมีกรณีในอดีตของ “โยฮัน ครัฟฟ์” ตำนานลูกหนังชาวดัตช์ ที่เคยประกาศไม่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ที่อาร์เจนตินา เพื่อประท้วงการรัฐประหารในประเทศอาร์เจนตินา โดยโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีอิซาเบลล่า เปรอง และทหารได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง

 

จากกรณีที่ยกตัวอย่างมาอาจเรียกได้ว่า “การเมือง” กับ “กีฬา” อย่างไรเสียก็มิอาจแยกออกจากกันได้ แนวคิดเชิง “สังคมวิทยา” (Sociology) ที่ระบุว่าให้ “สังคม” เป็นองค์ประกอบใหญ่และการเมืองกับกีฬาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างย่อมมีความเกี่ยวเนื่องกัน

ยังไม่รวมไปถึงแนวคิดต้นกำเนิดของกีฬาที่มีความเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดความรุนแรงของสงครามและการเมือง 

ดังนั้นถ้าจะบอกว่ากีฬาทำให้เกิดเฉพาะความรัก ความสามัคคี หรือมิตรภาพ อาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่นักก็ได้