รวมใจคนไทย อาลัย ในหลวง ร.9 วันสุดท้าย
สิ้นสุดไปแล้วสำหรับช่วงเวลาที่ สำนักพระราชวัง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีประชาชนที่ได้เข้าไปกราบพระบรมศพแล้วประมาณ 12.6 ล้านคน ซึ่งมีหลายๆคนได้ผ่านประสบการณ์ทั้งรอนานร่วม 10 ชม. ต้องเจอแดดฝนที่ไม่เป็นใจ หรือความลำบากต่างๆนาๆ แต่ทุกๆคนที่มาสนามหลวงนั้น ต่างก็มีความตั้งใจเดียวกัน คือการถวายสักการะต่อในหลวงรัชการลที่ 9 ซึ่งเป็นอดีตพระมากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
นายธนเดช คชทรัพย์ อายุ 63 ปี วิศวกร จ.สระบุรี กล่าวว่า วันนี้มาเป็นครั้งแรก มีความตื่นตันใจ แต่ส่วนตัวได้มีโอกาสกราบเบื้องยุคลบาทของในหลวงรัชการลที่ 9 เมื่อปี 2516 ช่วงที่เปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตน (พระแก้วมรกต) ตนจึงมีความผูกพันธ์ต่อพระอง ค์ท่าน เป็นอย่างมาก ซึ่งผมมีความประทับใจในพระองค์ท่านที่ทรงสอนให้มีความพอเพียงเวลาทำอะไรก็ตาม รวมถึงต้องมีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ซึ่งผมก็ได้สอนลูกให้เดินตามรอยพ่อหลวง ที่ท่านได้ทำเป็นแบบอย่างให้กับเรา เวลาที่ท่านทรงงานตามพื้นที่ชนบท เราจะเห็นว่าท่านมีแฟ่นที่อยู่เสมอ ท่านทรงรู้ว่าแหล่งน้ำควรอยู่ที่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งโครงการต่างๆที่ท่านทำนั้น ก็มีความสำคัญต่อพี่น้องชาวนา ชาวเกษตกร อีกทั้งท่านเองไม่ทรงถือพระองค์ในการทรงงานด้วย และใกล้ชิดประชาชนด้วยถือเป็นสิ่งที่ประทับใจ
“คำสอนของท่านจะอยู่ในใจของเราเสมอ ผมจะไปหาพระราชดำรัส ที่ทรงพระราชทานให้กับนักศึกษาในงานพระราชทานปริญญาบัตร ถือว่าเป็ฯคำสอนที่ดี ส่วนตัวก็มีหนังสือคำสอนของพ่อ โดยพระราชดำรัสของท่านครอบคลุมทุกเรื่อง หากเพื่อนๆผมมีปัญหา ผมก็จะส่งต่อคำของท่านเพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาด้วย”
นายเสริมธรรม อัคพิน อายุ 54 ปี พนักงานบริษัทเอกชน จ.สกลนคร จริงๆส่วนตัวเคยมากราบพระบรมศพแล้ว 16 ครั้ง แต่ละครั้งเราก็ถือว่าเป็นศิริมงคลต่อชีวิตเรา ที่ได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมศพ ก่อนที่หลังจากนี้จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว สำหรับผมแล้วท่านทรงเป็นทุกสิ่สำหรับคนไทย เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแบบอย่างที่ดีน่าทำตามในทุกๆเรื่อง อย่างคำสอนของท่านเรื่องปิดทองหลังพระ ที่หลายๆคนอาจจะชอลทำความดีเบื้องหน้า แต่ถ้าทำความดีเบื้องหลังคนอื่นๆ ถ้าหลายๆคนช่วยกัน สักวันหนึ่งทองก็จะล้นออกมาข้างหน้าเอง และถึงแม้ว่าท่านทรงเสด็จสวรรคตไป แต่ว่าคำสอนของท่านจะไม่หายไปไหน และจะอยู่กับคนไทยตลอดไป
นายพรเทพ พรหมรินทร์ อายุ 32 ปี รับจ้าง จ.นนทยุรี กล่าวว่า วันนี้มีความตื้นตันใจที่ได้มากราบพระบรมศพ เดิมทีคิดว่าไม่ได้มาแล้ว เพราะว่าคนเยอะ แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตเราควรมากราบพระบรมศพ ส่วนตัวแล้วเห็นว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมเห็นว่าท่านทรงงานเพื่อคนไทยเยอะมากในหลายๆโครงการเพื่อเกษตกร ชาวบ้าน โดยที่ท่านไม่เคยบ่น แค่นี้คนไทยอย่างผมก็ปลื้มปิตแล้ว หรืออย่างเรื่องคำสอนที่เราประทับใจก็คือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ หลักแนวคิดดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และใช้ได้ดีที่สุด
“ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่านก็ยังคงอยู่ในใจขอเราเสมอ แม้ว่าท่าจะเสด็จววรรคตจากเราไป แต่ว่าคำสอนกับสิ่งที่ท่านทำ จะยังคงอยู่ในใจประชาชนเสมอไป”
น.ส.ฟาริดา คูรอย อายุ 42 ปี พนักงานบริษัทเอกชน กทม. กล่าวว่า ส่วนตัวมีความตั้งใจหลายครั้งแล้วว่าจะมากราบพระบรมศพ แต่ว่าที่ผ่านมาติดงาน จนในวันนี้ได้มีโอกาสมา เราก็รู้สึกตื้นตันใจ และคิดว่าในวันนี้จะทำให้สำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมา เราประทับใจพระองค์ท่านในเรื่องของการทรงงานเพื่อประชาชน รวมถึงการเป็นแบบอย่างในเรื่องต่างๆด้วย เช่น เรื่องของการเชื่อฟังคำสอนของสมเด็จย่า ที่ท่านเชื่อฟังและทำตามอยู่เสมอ รวมถึงทรงเป็นแบบอย่างเรื่องของความพอเพียงด้วย กล่าวได้ว่า แม้ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ท่านอาจจะไม่ต้องปฏิบัติก็ได้ แต่ว่าท่านเลือกที่จะทำ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ติดดิน ไม่ถือพระองค์ยามช่วยเหลือประชาชน
“แม้ว่าท่านจะจากเราไป แต่ว่าคำสอนของท่านจะถูกบันทึกลงหนังสือ และด้วยความที่เราเกิดในรัชกาลที่ 9 เราก็สอนเรื่องราวของท่านให้กับเด็กรุ่นใหม่ต่อไปด่วย”
นายสมาน ถนัดเลื่อย อายุ 42 ปี จิตรกร จ.พะเยา กล่าวว่า ในฐานะที่เราเกิดในรัชกาลที่ 9 ก็อยากมีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะมากราบพระบรมศพ สำหรับผมแล้วท่านทรงเป็นแบบอย่างเรื่องการทรงงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยที่ท่านไม่เลือก ไม่แบ่งแยกประชาชนหรือเชื้อชาติ และท่านทรงเห็นประชาชนเหมือนลูกแท้ๆของท่าน ใครที่มีเรื่องทุกข์ใจก็ร้องเรียนได้ นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีหลักธรรมในการปกครองด้วย
“สำหรับแบบอย่างที่ดีจากท่าน ก็คือเรื่องความเพียรพยายาม ที่ต้องขยัน อดทน แม้ว่าจะฝืนบ้างในบางครั้ง แต่ถ้าผ่านไปได้เราก็จะมีความสุข เพราะถ้าเราพยายามทำในสิ่งที่เรารัก ก็จะเกิดผลดี และถึงแม้ว่าท่านจะเสด็จสวรรคตไปเป็นเวลาเกือบ 1 ปี แต่ผมก็ไม่รู้สึกว่าท่านหายไปไหน หากยังคงอยู่กับเราในรูปแบบคำสอนกับสิ่งที่ท่านทำ ซึ่งจะอยู่ในใจผมเสมอ โดยท่านเองก็เป็นศูนย์รวมจิตใจ ทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติด้วย
นางไพวรินทร์ เชยคำดี อายุ 43 ปี ครู จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เดิมทีคิดไว้แล้วว่าจะไม่ได้มา เพราะพระองค์อยู่ในใจของเราเสมอ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจมา เพราะเราอยากเห็นถาพของคนไทยที่มีความรู้สึกแบบเดียวกับเรา ที่รักพระองค์ท่าน และก็จะไม่ลืมภาพที่เห็นในวันนี้เป็นอันขาด ความประทับใจที่เรามีต่อท่านก็คือว่า คือการทรงงานหนักของท่าน ซึ่งท่านไม่จำเป็นต่องทำเช่นนี้ก็ได้ เพราะว่าท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ 70 ที่ผ่านมานั้น ถ้าท่านไม่รักลูก ก็คงไม่ทำเช่นนี้ ดังนั้นเราจึงภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย และคำสอนของพระองค์ท่านก็จะอยู่ในใจของเราเสมอ อย่างแนงคืดเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถปรับใชีได้ทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิต ให้มีคึวามสุขแบบพอดี
“ส่วนตัวเชื่อว่า คงไม่มีอะไรทำให้พระองค์ท่านหายไปจากหัวใจของเรา และความทรงจำของคนไทย เชื่อว่าคนไทยจะยังคงมีความจงรักภักดีต่อท่านเสมอไปตลอดกาลนาน”
นางปราณี ชัยพิมลพลิน อายุ 63 ปี ข้าราชการบำนาญ กทม. กล่าวว่า ความรู้สึกของวันนี้ที่ได้มา ตัวเองก็พูไม่ถูก แค่ได้ยิงเพลงที่เกี่ยวกับท่านเราก็น้ำตาไหลแล้ว ถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้มาในวันนี้ เพราะที่ผ่านมามีความตั้งใจจะมาหลายครั้งแล้ว แต่ป่วยร่างกายไม่เอื้ออำนวย เราจึงมาวันนนี้แทน สำหรับเราแล้วท่านเป็นเหมือนพ่อหลวง ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนที่เป็นลูกๆของท่าน อยู่อย่างมีความสุข เช่นแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านทรงมอบให้กับประชาชน ซึ่งมีความกินใจ ลึกซึ้ง และประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆคน
“ตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกว่าท่านจากเราไปไหน ทรงอยู่กับเราตลอด และไม่มีอะไรทำให้ท่านหายไปจากความทรงจำเราได้”
นายณรงค์ฤทธิ์ ไม้สัก อายุ 59 ปี พนักงาน บริษัมเอกชน จ.นนทบุรี กล่าวว่า สำหรับผมแล้ว มีหลายมุนที่ประทับใจในพระองค์ท่านหลายๆมุม อย่างเช่นการเสด็จไปยังถิ่นทุรกันดาร เพื่อช่วยเหลือประชาชน ท่านก็ยังเสด็จไปอยู่บอ่ยครั้ง มีน้อยครั้งมากที่ทรงประทับอยู่ในเมืองหลวง แม้ว่าท่านจะเสด็จสวรรคตไปเป็นเวลาเกือย 1 ปีแล้ว ผมก็ยังทำใจไม่ค่อยได้กับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เพราะผมเห็นความดีของท่านมากมาย หรืออย่างคำสอนของท่านที่มอบให้กับประชาชน จริงๆก็สามารถทำได้ง่ายเพื่อความประหบัด และหลักการตั้งใจทำงานด้วยความสุจริตด้วย
“สิ่งที่ผมจะทำเพื่อไม่ให้ พระองค์ท่านหายไปจากควาทรงจำ ก็คือการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่าน จิดไว้ที่บ้านเสมอ และนำคำสอน รวมถึงแบบอย่างที่ได้จากพระองค์ท่าน มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันด้วย”
น.ส.นิชาพร จรทผา อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่ มธ. รังสิต จ.ปทุมธานี กล่าวว่า เรามีความปลื้มใจที่ได้มีโอกาสมาเป็นครั้งแรก และเป็นวันสุดท้ายที่ทางสำนักพระราชวังเปิดโอกาสให้กราบพระบรมศพได้ ส่วนตัวแล้สประทับใจพระองค์ท่านทั้งเรื่องการทรงงาน ที่ท่านทำโดยไม่ย่อท้อ และทรงมีแนวคิดใหม่ๆนำมาพัฒนาประเทศชาติเสมอ ซึ่งท่านทำด้วยความรักที่มีให้ต่อประชาชน ซึ่งเปรียบเหมือนลุกๆของท่านอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเป็นเวลาเกือบ 1 ปีที่ท่านทรงเสด็จสวรรคตไป เราก็เริ่มทำใจได้แล้ว เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎของธรรมชาติ แต่ทว่า ความทรงจำดีๆต่อท่านจะไม่หายไปจากใจ เพราะทุกเรื่อง ทุกความดีที่ท่านทำจะอยู่ในใจของเราเสมอ
นายสุชีพ คชภรณ์ อายุ 44 ปี เจ้าหน้าที่ มธ. รังสิต จ.กาญจนบุรี วันนี้รู้สึกประทับใจที่ได้เห็นประชาชนมาเป็ฯจำนวนมาก เราก็ได้รับรู้ปว่าบารมีของท่านนั้นมีมากขนาดไหน โดยจากการพูดคุยกับทุกๆคนก็ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อย เพราะมาด้วยใจ สำหรับความประทับใจที่ผมมีต่อพระองค์ท่านั้น เท่าที่ผมเห็นผ่านื่อโทรทัศน์ตั้งแต่เด็กๆ ท่านทรงดูแลทั้งเรื่องของการกิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และทำหลายๆอย่างเพื่อพัฒนาชีวิรของชาวชนบทด้วย ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ยังคงรู้สึกสูญเสียอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่ทำได้เพื่อท่านก็คือ สานต่อสิ่งที่ท่านทำและบอกเรื่องราวพระราชกรณียกิจของท่านให้ลูกหลานเราต่อไป เพราะในโลกนี้ไม่มีใครทำแบบท่านอีกแล้ว
“สิ่งที่เราจะทำได้เพื่อไม่ให้ท่านหายไปตามกาลเวลา ส่วนตัวเราก็จะนำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านติดไว้ที่บ้าน ซึ่งผมเองมีรูปหนึ่งที่บ้านติดไว้เป็น 10 ปี ไม่เคยเอาลงมานอกจากทำความสะอาด ถึงยังไงท่านก็ไม่หายไปจากใจของคนรุ่นเราแน่นอน แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้ในบางมุม ถ้าเรามีการบอกต่อๆเรื่องราวดีๆของท่าน พวกเขาก็อาจจะรู้จักพระองค์ท่านเหมือนอย่างที่เรารู้ก็ได้







