ยายวัย 76 ยื่นถวายฎีกาทั้งน้ำตา "ในหลวงร.10" ผ่านผู้แทนพระองค์ หลังถูกนายทุนรุกที่ดินมรดกขับไล่พ้นพื้นที่เผยเคยยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกลับเงียบ
เมื่อวันที่ 3 ต.ค.60 เรื่องราวของหญิงชราวัย 76 ปีชาวบ้านนาเดิมจังหวัดสุราษฎร์ธานี บุกถวายฎีกาต่อผู้แทนพระองค์ พร้อมระบุเคยถูกฟ้องขับไล่มาแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยชนะคดีมาแล้วถึง 3 ศาลเนื่องจากเป็นที่ดินของตัวเองที่สืบทอดกันมามี สค.1รองรับต่อมาเปลี่ยนจากบุคคลมาเป็นบริษัทเอกชนยื่นฟ้องขับไล่อีกทางบริษัทอ้างมีหนังสือสัญญาซื้อขายจนต้องแพ้คดีมา 2 ศาล ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนศาลฎีกา และขอร้องให้หน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบสัญญาตามบริษัทอ้าง และล่าสุดถูกกลุ่มนายทุนบุกเข้าพื้นที่นำเครื่องจักรกลขุดทรายขาย และห้ามตนเองเข้าพื้นที่ ในขณะที่ผู้ใหญ่บ้านระบุเคยทำเรื่องร้องเรียนการบุกรุกเข้าดูดทรายของนายทุนต่อ อบต. แต่เรื่องกลับเงียบหาย
ความคืบหน้าจากกรณีเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่วัดชุมพูพล หมู่ที่1ต.บ้านนา อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.กัลย์สรรค์ จันทรเสน ผู้แทนพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และคณะได้เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบให้นายสุชีพ คงวิสุทธิวงศ์ จิตอาสาที่ช่วยเหลือสังคมด้วยการดูแลรักษา และซ่อมแซมถนนภายในหมู่บ้านและในขณะที่ผู้แทนพระองค์ฯ กำลังจะเดินทางกลับได้มีนางราตรี บัวบุญ อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 1 ต.บ้านนา อ.บ้านนาเดิม ร้องให้ส่งเสียงดังวิ่งฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ายื่นหนังสือถวายฎีกาในหลวงผ่านพล.ต.กัลย์สรรค์ พร้อมส่งเสียงร้องสะอื้นขอความช่วยเหลือ ร้องขอความช่วยเหลือกรณีถูกกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่สวนปาล์ม และดำเนินการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และทำเป็นท่าทราย พร้อมประกาศไม่ให้ตนเข้าพื้นที่
ทั้งที่เป็นมรดกตกทอดจากบิดามีเอกสาร สค.1 ครอบครองกว่า 12 ไร่ ขอถวายฎีกาต่อในหลวงให้ช่วยด้วย ต่อมา พล.ต.กัลย์สรรค์ ได้รับหนังสือฏีกา พร้อมทั้งมอบหมายให้นายธีระ อนันตเสรีวิทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เร่งดำเนินการตรวจสอบ และรายงานให้ทราบโดยเร็วเพื่อนำความกราบถวายรายงานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป
นางราตรี กล่าวว่า ตนเองมีที่ดินเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษมีเอกสารครอบครองเป็น สค.1 ในนามของ นายทะ คุ้มตัว บิดาของตนเองที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ต่อมามีบริษัทเหมืองแร่เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ และได้มาติดต่อขอซื้อที่ดินแต่ตนเองไม่ยอมขาย และในปี 2548 มีบุคคลมากล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงของตนเอง และได้ยื่นฟ้องขับไล่ตนและชาวบ้านบางคนในพื้นที่เพื่อจะดำเนินการเปิดท่าทรายชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ทยอยออกจากพื้นที่ไป แต่ที่ดินของตนเองมีเอกสารสิทธิเป็น สค.1 ครอบครองในชื่อของบิดาตนจึงชนะคดีมาตลอดทั้ง 3 ศาล
ต่อมาเมื่อ ปี 2559 คู่กรณีเปลี่ยนจากบุคคลมาเป็นบริษัทเอกชน ได้ยื่นฟ้องขับไล่ตนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ศาลตัดสินให้บริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายชนะคดี เนื่องจากทางบริษัทได้อ้างมีหลักฐานสำคัญเป็นหนังสือสัญญาการซื้อขายโดยมีนางดิบ คุ้มตัว มารดาของตนเองเป็นผู้ทำสัญญา ซึ่งนางราตรี ได้กล่าวยืนยันว่ามารดาของตนเสียชีวิตเมื่อปี 2517 ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสัญญาการซื้อขายดังกล่าว จึงได้ร้องเรียนความเดือดร้อน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวผ่านศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่เรื่องไม่มีความคืบหน้าจึงจำเป็นต้องถวายฎีกา และในวันเดียวกัน นายสำนวน ทองศรี ปลัดอวุโสรักษาการนายอำเภอบ้านนาเดิมได้ลงตรวจสอบพื้นที่พบว่ามีผู้นำรถแบ็คโฮพร้อมคนงานจำนวนหนึ่งลงไปทำการดูดทรายทำเป็นท่าทรายนำทรายขึ้นมาขายจริง จึงเก็บข้อมูลรายละเอียดมาทำการตรวจสอบ และรายงานให้ทางจังหวัดทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
ในขณะที่นายไพโรจน์ วัฒนกูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบ้านนาระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นคดีความอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่ได้มีกลุ่มบุคคลได้นำเครื่องจักรกลบุกเข้าไปครอบครองพื้นที่จัดทำท่าทรายดูทรายในคลองขึ้นมาขายพร้อมนำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาวิ่ง และไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนเองได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยัง อบต.บ้านนาเดิม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการตรวจสอบในการดำเนินการของบุคคลดังกล่าวว่าทำถูกต้องหรือไม่ แต่เรื่องกลับเงียบหายไปจนถึงขณะนี้




