"พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ" แถลงผลกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศ ทลายขบวนการค้ายา 27 เครือข่าย จับกุม 734 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า-ไอซ์จำนวนมาก
กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) ถนนวิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 ตำรวจในสังกัดบช.ภ.1 และป.ป.ส. แถลงผลปฏิบัติการ Task Force และยุทธการ 1386 ทั่วไทย ประชาชน ปลอดภัยจากยาเสพติด ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ระหว่างวันที่ 2-11 กันยายน 2560 และ "ปฏิบัติการ ชัยยะสยบไพรี 60/6" วันที่ 12 กันยายน 2560 โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 734 คน 27 เครือข่าย พร้อมของกลางยาบ้า 192,589 เม็ด ไอซ์ 316 กรัม กัญชา 2.8 กก. โคเคน 24 กรัม เคตามีน 5.56 กรัม ยาอี 4.50 กรัม พืชกระท่อม 10 ต้น อาวุธปืน 44 กระบอก เครื่องกระสุนปืน 316 นัด ยึดทรัพย์สินมูลค่า 12,618,380 บาท
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดมีการพัฒนาทั้งรูปแบบและวิธีการกระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐฯ ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติด มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นระบบและเครือข่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปราบปรามให้สิ้นซาก ถึงแม้ต่อมาจะมีกฎหมายกำหนดโทษผู้กระทำผิดในข้อหาสนับสนุน และสมคบ ก็เป็นการยากที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน ในการที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดเหล่านี้ การปฏิบัติการในครั้งนี้จึงได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดในระดับเครือข่ายรายสำคัญในพื้นที่ เพื่อที่จะทำลายให้ถึงโครงสร้างของขบวนการ ทั้งต่อตัวผู้กระทำผิดและทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการสืบสวนขยายผลจากผู้เสพไปยังผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ถึงระดับจังหวัด และผู้กระทำผิดที่อยู่ในเรือนจำ จนนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลออกหมายจับในข้อหาสมคบและสนับสนุนและศาลได้ออกหมายจับผู้กระทำผิด ซึ่งผู้กระทำผิดในข้อหานี้ส่วนใหญ่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับของกลางในรูปแบบตัวยาโดยตรง แต่จะเกี่ยวข้องในลักษณะมีความสัมพันธ์ทางการเงิน ไปจนถึงระดับสั่งการเป็นต้น ดังนั้น จึงได้มีการบูรณาการกำลังร่วมกันปฏิบัติการ Task Force , ยุทธการ 1386 ทั่วไทย ประชาชน ปลอดภัยจากยาเสพติด และ ปฏิบัติการ ชัยยะสยบไพรี 60/6 โดยมีผลการปฏิบัติดังนี้ สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 711 ราย ผู้ต้องหา 734 คน แบ่งเป็นผู้ผลิต 15 คน ผู้จำหน่าย 52 คน ผู้ครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 256 ราย 271 คน ผู้ครอบครอง 290 คน ผู้เสพ 92 คน ผู้สมคบ 14 คน ผู้สมัครใจบำบัด จำนวน 152 คน ผู้ต้องหาตามหมายจับยาเสพติด จำนวน 16 หมาย
ส่วนของกลางยาเสพติด สามารถยึดยาบ้า จำนวน 192,589 เม็ด ยาไอซ์ 316.78 กรัม กัญชา 2 กิโลกรัม พืชกระท่อม 1 0 ต้น 4 4 9 ใบ โคเคน 24 กรัม เคตามีน 39 ขวด ยาอี 4.50 กรัม และอาวุธปืน 44 กระบอก เครื่องกระสุนปืน 316 นัด นอกจากนี้ได้ตรวจยึดทรัพย์รวมมูลค่าทรัพย์สิน 12,618,380 บาท แบ่งเป็นเงินสด/ในบัญชี 410,000 บาท รถยนต์ 15 คัน มูลค่า 5,830,000 บาท รถจักรยานยนต์ 34 คัน มูลค่า 1,305,000 บาท ทองรูปพรรณ จานวน 17 บาท มูลค่า 355,000 บาท ทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่า 4,310,240 บาท
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดสำคัญ Task Force ได้จับกุมผู้ต้องหา จำวน 27 เครือข่าย เป็นผู้ต้องหาในคดีสมคบ/สนับสนุน 14 คน ตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน 47 คน มูลค่า 12,618,380 บาท "ปฏิบัติการ Task Force , ยุทธการ 1386 ทั่วไทย ประชาชนปลอดภัยจากยาเสพติด" และ "ปฏิบัติการ ชัยยะสยบไพรี 60/6" ในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก สนธิกำลัง และบูรณาการเพื่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขยายผลการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้อง และยึดทรัพย์สินเพื่อทำลายเครือข่ายและโครงสร้างการค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่หมู่บ้าน ชุมชน ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 27 เครือข่าย รวมกว่า 734 คน และยึดยาเสพติดได้จำนวนมาก นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังจับกุมนายจิรัฏฐ์ เพ็ญโสภณวิชญ์ ชื่อเดิม นายจรัญ คำสด หรือเอกอ้วน อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ได้ที่บ้านพักย่านถนนราชพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ระดับสั่งการอีกด้วย
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวในช่วงท้ายว่า สำหรับยาเสพติดที่ตรวจยึดได้นั้น มาจากการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดเมื่อปี 2559 แล้วขยายผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ค้าแต่ละเครือข่ายมีความเชื่อมโยงถึงกัน เช่น เส้นทางจากภาคเหนือลงมาพักยาเสพติดที่ภาคกลาง ก่อนลำเลียงลงสู่ภาคใต้ โดยหลังจากนี้ ชุดสืบสวนจะได้ขยายผลหาความเชื่อมโยงแต่ละเครือข่าย เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดทำการกันหลายกลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนก็จะดำเนินการจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป





