เบื้องหลัง ป.ป.ช. เลือกอุทธรณ์ "สุชาติ เหมือนแก้ว" (เพียงหนึ่งเดียว) คดีสลายม็อบพันธมิตรฯ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้ยกฟ้องในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯปี 2551 ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (31 ส.ค) แต่เป็นการยื่นอุทธรณ์เพียง พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวเท่านั้น โดยมติที่ประชุมเสียงข้างมากจำนวน 8 เสียง งดออกเสียงจำนวน 1 เสียง
โดยเหตุผลที่ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ในส่วนของ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ก็เพราะเห็นว่า พล.ต.ท. สุชาติ ในขณะเกิดเหตุเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ดังนั้นในการทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ท. สุชาติ ย่อมทราบถึงสถานการณ์การใช้แก๊สน้ำตาโดยตลอดในช่วงเวลาของการสลายการชุมนุม ตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วงบ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาค่ำ โดยเป็นผู้สั่งการหรือรู้เห็นยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิงหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งที่ พล.ต.ท.สุชาติจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สมควรประเมินสถานการณ์ และระงับยับยั้งเหตุการณ์ เพื่อบรรเทาหรือป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมเพิ่มเติม การที่ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีคำสั่งระงับยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนวิธีการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุม จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วนกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 และ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ให้ยกฟ้องคดี โดยมีเสียงข้างมาก 7 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง
โดยสาเหตุที่ไม่ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่า ทั้งสามคนเป็นเพียงผู้ให้นโยบาย ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน จึงไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ความรุนแรงได้เหมือนกับผู้บัญชาการเหตุการณ์ และไม่พบว่า มีเจตนาพิเศษต้องการให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น อีกทั้ง จำเลยบางคน อาทิ พล.อ.ชวลิต ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ร่วมเข้าประชุมด้วย แต่ได้งดออกเสียงในการลงมติเรื่องการยื่นอุทธรณ์ทั้งสองกรณี
ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเหตุผลที่ยื่นอุทธรณ์ แค่จำเลยคนเดียว คือ พล.ต.ท.สุชาติ ว่า เป็นการพิจารณาจากพยานหลักฐาน คำพิพากษากลาง คำวินิจฉัยส่วนตัวของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียด จึงอุทธรณ์ พล.ต.ท. สุชาติ จำเลยที่ 4 คนเดียว ส่วนเหตุผลที่ไม่อุทธรณ์นายสมชาย ,พล.อ.ชวลิต และพล.ต.อ.พัชรวาท นั้น เห็นว่า ยังห่างไกลประเด็นที่ ป.ป.ช. จะอุทธรณ์ เพราะการที่จะอุทธรณ์ ต้องคิดว่าอุทธรณ์แล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ด้วย
ด้าน‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ได้ออกแถลงการณ์ ที่จะดำเนินคดีอาญากับ ป.ป.ช. ที่เลือกอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพียงคนเดียว โดยให้เหตุผลว่า การลงมติครั้งนี้มีความไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ป.ป.ช. มีเจตนาที่จะกระทำฝืนมติของ ป.ป.ช. ชุดเดิม เพราะมีพยานและหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดอย่างชัดเจน ในขณะที่มติของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้พิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้ง 4 คนอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ การที่ไม่อุทธรณ์จำเลยทั้ง 4 คน จึงเท่ากับเป็นการช่วยเหลือจำเลยอีก 3 คน ไม่ให้มีการพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา
‘พันธมิตรฯ’ ยังกล่าวอ้างในแถลงการณ์ว่า ป.ป.ช. เสียงข้างมากในชุดปัจจุบันได้มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุค คสช. และส่วนที่เหลือก็สืบเนื่องต่อมาจากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และยังอ้างว่า พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยในคดีนี้ เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และก่อนหน้านี้ี่ก็เคยมีข่าวเกี่ยวกับความพยายามที่จะถอนคดีนี้ออกจากการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อนหน้านี้ ทำให้สังคมอาจเชื่อว่ามีการเลือกปฏิบัติไม่อุทธรณ์จำเลยที่เหลือทั้ง 3 คน เพราะต้องการช่วยเหลือพรรคพวกหรือไม่
ข้อกล่าวอ้างของ'พันธมิตรฯ' จะมีเค้าลางความเป็นจริงบ้างหรือไม่ เราลองมาดับเหตุการณ์ในคดีนี้
- 7 ก.ย. 2552 ป.ป.ช. ชุดที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานฯ ได้ชี้มูลกรณีสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ว่า มีผู้กระทำความผิด 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ,พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณและพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
จากนั้น ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวนที่ได้ชี้มูลความผิดถึงอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง เพราะเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.-อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ลากยาวมาถึง 5 ปีเศษ
-จนกระทั่ง 7 ม.ค.58 ป.ป.ช.จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
-11 ก.พ.58 ศาลฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้อง ซึ่งถือว่ากระบวนการพ้นจาก ป.ป.ช.ไปแล้ว
31 ธ.ค.58 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และอีก 4คน ได้เข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ต่อมา พล.ต.อ.วัชรพล ได้รับเลือกให้เป็น ประธาน ป.ป.ช. พร้อมกับเสียงวิพากย์วิจารณ์ว่า ถูกวางตัวโดยคสช. เพื่อภารกิจใดบางอย่าง
ต่อมาเริ่มมีกระแสข่าวสะพัดว่า ป.ป.ช.เตรียมถอนฟ้องคดีนี้ทั้งที่คดียื่นฟ้องต่อศาลฯไปแล้ว
กระทั่งเมื่อ12 เม.ย.59 ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดที่มีพล.ต.อ.วัชรพล เป็นประธาน มีมติว่า ป.ป.ช.มีสิทธิขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากนั้นจึงมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 2551 โดยมีนายสรรเสริญ พลเจียก เป็นหัวหน้าคณะเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่เพื่อนำไปสู่การถอนฟ้องตามที่จำเลยยื่นร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างเทียบเคียงกับคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ปี 53 ที่ ปปช. มีมติไม่ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก
สุดท้าย คณะทำงานฯมีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเป็นเรื่องเก่าและหลายฝ่ายต่างก็คัดค้าน จึงเห็นว่าไม่ควรถอนฟ้อง ซึ่งในที่สุด ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ดำเนินการถอนฟ้องแต่อย่างใด
สำหรับกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน จากจำนวน 9 คน มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เห็นชอบกับมติ ป.ป.ช ชุดเดิม เมื่อตอนที่ปปช.ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย , พล.อ. ชวลิต , พล.ต.อ. พัชรวาท และ พล.ต.ท. สุชาติ ต่อศาลฯเมื่อ 7 ม.ค. 2558 คือ พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง, นายปรีชา เลิศกมลมาศ,นายณรงค์ รัฐอมฤต และ น.ส. สุภา ปิยะจิตติ ส่วนอีก 5 คน เข้ามาเป็นกรรมการ ปปช.ภายหลังจาก ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว
แต่การที่พันธมิตรฯจะดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. ที่ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท. สุชาติ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงื่อนไขและขั้นตอนมากมาย เนื่องจากมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญปี2560 ระบุว่า การที่จะกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ต้องมี ส.ส. หรือ ส.ว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อกันยื่นต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุสมควรก็ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งหากคณะผู้ไต่สวนอิสระไต่สวนแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดทางอาญา ก็จะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถ้าเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ให้เสนอต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ซึ่งถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด ก็ต้องพ้นตำแหน่ง และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 10 ปี


