ประเพณี “ตักบาตรขนมครก-น้ำตาลทราย” ภายในวัดแก่นจันทน์เจริญ คึกคักมีนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติร่วมงานจำนวนมาก เนื่องในวันพระ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10
ที่วัดแก่นจันทน์เจริญ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเป็นประธานเปิดงานประเพณี "ตักบาตรขนมครก-น้ำตาลทราย" ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางพรมและวัดแก่นจันทน์เจริญ จัดขึ้นทุกวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 10 ทุกปี เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีไทยสมัยพุทธกาลที่สืบทอดมาเกือบ 100 ปี ซึ่งเหลือเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในงานมีชาวบ้านทยอยกันออกมาช่วยกันโม่แป้ง ขุดมะพร้าว คั้นกะทิ เพื่อทำขนมครกสูตรโบราณ ซึ่งมีเพียงแป้งข้าวเจ้า กะทิจากมะพร้าว เกลือป่น และต้นหอมหั่นชิ้นเล็กๆโรยหน้าเพื่อเพิ่มความหอมของขนมครก โดยมีนักท่องเที่ยวร่วมกันหยอด และแคะขนมครกจากเตาซึ่งเป็นเตาถ่าน 20 เตา เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ นำโดยพระครูวิมลสมุทรกิจ เจ้าอาวาสวัดแก่นจันทน์เจริญ
ทั้งนี้ขนมครกและน้ำตาลทรายจำนวนมากที่ได้จากการทำบุญตักบาตรของชาวบ้าน ที่เหลือจากพระฉันแล้ว ส่วนหนึ่งทางวัดจะแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่มาร่วมบุญนำกลับบ้านแจกลูกหลานกิน และอีกส่วนหนึ่งก็นำไปถวายวัดใกล้เคียง ขณะที่เงินที่ได้จากการขายขนมครกชาวบ้านก็จะถวายให้กับทางวัดเพื่อนำไปพัฒนาวัดต่อไป
อย่างไรก็ตามกิจกรรมในงานปีนี้ยังจัดให้มีพิธีถวายสังฆทานขนมครกแด่พระสงฆ์พร้อมกันและจะมีเพียงการสาธิตการทำขนมครกสูตรโบราณ เพื่อให้นักท่องเที่ยว ตลอดจนนักเรียนและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้วิธีการทำขนมครกแบบโบราณ เท่านั้น ส่วนการแข่งขันอื่นๆเช่น แข่งขันโม่งแป้ง,แข่งขันขุดมะพร้าวลีลา และวิ่งวิบาก-กินขนมครก ที่จัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้งดจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อไว้ถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9
สำหรับประเพณี "ตักบาตรขนมครก-น้ำตาลทราย" สืบเนื่องมาจากสมัยก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจนการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จึงมีแต่อาหารคาวประเภทปลาและพืชผักที่พอจะหาได้ในพื้นที่ตามอัตภาพโดยไม่ต้องซื้อส่วนขนมหวานก็ไม่ค่อยจะมีใครถวาย จะมีก็แต่ขนมครกเพราะทำง่ายและวัตถุดิบก็มีอยู่ในบ้านแล้วเป็นส่วนใหญ่อีกทั้งยังถูกเงินเช่นแป้งข้าวจ้าว มะพร้าว และน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลทรายเพื่อให้ลูกศิษย์วัดนำไปทำตังเมถวายพระอีกด้วย และเมื่อเจ้าอาวาสรูปแรกมรณภาพ พระครูสมุทรกิจโกวิท หรือหลวงพ่อพัฒน์ เจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ก็ได้สืบทอดประเพณีการตักบาตรขนมครกเรื่อยมาจนถึงเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือพระครูวิมลสมุทรกิจ หรือหลวงพ่อขาว ติดต่อกันมาเป็นเวลาเกือบ 100 ปี
ความเป็นมาประเพณีทำบุญตักบาตรขนมครก ตามพุทธประวัติมีที่มาจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในธรรมบทภาคที่ 2 เรื่อง “โกสิยะเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ถี่เหนี่ยว” โดยมีใจความโดยสรุปว่า พระองค์ต้องการสั่งสอนเศรษฐีคนหนึ่งที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวแม้ว่าฐานะทางครอบครัวจะร่ำรวยก็ตาม เช่นวันหนึ่งเศรษฐีเห็นยาจกคนหนึ่งกำลังกินขนมครกจึงเกิดความอยากจะกินบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวจึงยอมอดกลั้นความอยากกินนั้นไว้ เพราะเกรงว่าการซื้อหรือทำขนมกินจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทอง ครั้นเมื่อภรรยาทราบว่าสามีอยากกินขนมครกจึงแอบทำขนมครกโดยไม่ให้ใครรู้เพื่อจะได้ให้สามีกินเพียงคนเดียว ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทราบเรื่อง จึงตรัสให้พระโมคคัลลานะ เดินทางไปอบรมสั่งสอนเศรษฐีผู้นี้ด้วยการแสดงพระธรรมของพระรัตนตรัยทั้งสามพร้อมแสดงผลทาน ซึ่งเมื่อเศรษฐีได้ฟังก็มีจิตเลื่อมใสขึ้นมาทันที และตั้งแต่บัดนั้นเศรษฐีคนนี้ก็เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคน และมั่นทำบุญให้ทานเป็นกิจวัต




