วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะวิธีเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดไฟไหม้!!

ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ เตือนหมั่นเช็กเครื่องใช้-สายไฟบ้านเพื่อป้องกันก่อนวอดวาย!!

เสียงตะโกนโหวกเหวกว่า "ไฟไหม้!!" ดังลั่นขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 2 สิงหาคม ภายในบ้านย่าน ถ.เลียบคลองแปด หมู่ 7 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อผู้คนในหมู่บ้านสะดุ้งตื่นตามเสียงก็ผละตัวเองมาจากที่นอนก็พบว่า บ้านเลขที่ 60/252 เป็นลักษณะทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ได้มีแสงเพลิงลุกโชน กลุ่มควันดำทะมึนกำลังพวยพุ่ง บรรดาเพื่อนบ้านต่างพยายามเข้าช่วยเหลือหยิบถังดับเพิลงไปฉีดเพื่อระงับเหตุ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของคนที่ติดอยู่ในบ้าน แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายเพราะไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภายในบ้านมีเศษผ้าจำนวนมาก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ก่อนลุกลามคูหาข้างเคียงเลขที่ 60/253 และ 60/254 ก่อนที่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของคนในบ้านต้นเพลิงจะเงียบไปท่ามกลางไฟที่ลุกไหม้หนักกว่าเดิม แม้ในเวลาต่อมาไม่นานนักเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเข้าควบคุมสถานการณ์

หลังเพลิงสงบความสลดหดหู่ก็เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และเพื่อนบ้าน เพราะพบศพผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกดำเป็นตอตะโกถึง 4 ศพ เรียกได้ว่าเสียชีวิตอย่างน่าเวทนายกครัวที่ห้องนอนบ้านบนชั้น 2 ประกอบด้วย น.ส.เบญจทิพย์ จิรเจริญจรัสกุล อายุ 45 ปี ด.ช.กิตติพงษ์ รุ่งหิรัญเรืองโชติ อายุ 14 ปี ด.ช.กิตติธเนศ รุ่งหิรัญเรืองโชติ อายุ 11 ปี และ ด.ช.กิตติธีรศักดิ์ รุ่งหิรัญเรืองโชติ อายุ 7 ปี ทั้งหมดเป็นแม่-ลูก และจากข้อมูลของบรรดาเพื่อนบ้านบอกว่า น.ส.เบญจทิพย์ เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แยกทางกับสามี และใช้ชีวิตประกอบอาชีพรับซื้อเศษผ้ามาเย็บพรมเช็ดเท้าไปขายตามตลาดนัดเลี้ยงดูลูกชายทั้ง 3 คน เพียงลำพัง โดย น.ส.เบญจทิพย์ มีลูกชายทั้งหมด 4 คน แต่คนโตสุดทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และจะกลับมาหาครอบครัวที่บ้านหลังเกิดเหตุนี้ในช่วงสุดสัปดาห์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเศร้าเสียใจกับบรรดาเพื่อนบ้าน ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตครอบครัวของแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกๆให้รอดชีวิตได้ เพราะตลอด 8 เดือนที่ครอบครัวนี้มาอยู่ต่างเป็นที่รักใคร่และเอ็นดูต่อคนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี

ในห้วงเวลาเพียงแค่ 21 วัน มีเหตุไฟไหม้บ้านจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมถึง 2 ครอบครัว เพราะนอกจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ย้อนไปเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เกิดไฟไหม้บ้านที่มีความเก่าแก่ปลูกสร้างมามากกว่า 100 ปี ซึ่งเหตุเกิดขึ้นกับบ้านเลขที่ 56 ซอยระนอง2 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. โดยเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ 3 คน คือ นางวิมล ชาตินักรบ อายุ 93 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง นายวิบูลย์นันท์ เกตุนุติ อายุ 75 ปี และ นางทัศนีย์ เกตุนุติ อายุ 75 ปี

ความสูญเสียจากเพลิงพิโรธทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความคล้ายกันคือเหตุเกิดในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลานอนหลับพักผ่อน ทำให้การตั้งสติ หรือรู้สึกตัวช้า และลักษณะบ้านมีเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกลามได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งข้อสันนิษฐานของต้นเพลิงเกิดจาก "ไฟฟ้าลัดวงจร" ประกอบกับการสูญเสียจากเหตุไฟไหม้บ้านครั้งล่าสุดนี้มีอุปสรรคการเข้าช่วยเหลือจากคนภายนอกคือเหล็กดัดที่หน้าต่างแบบแน่นหนาถาวร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.อาทร ชิ้นทอง ผกก.สภ.ลำลูกกา จากพยานหลักฐานที่ตรวจสอบเชื่อได้ว่าเพลิงได้ลุกไหม้จากชั้นล่าง ก่อนจะลามไปยังชั้นบน โดยมีผู้เสียชีวิตร้องขอความช่วยเหลืออยู่ชั้นบน จึงพยายามจะเข้าไปช่วย แต่เนื่องจากตัวบ้านชั้นบนติดเหล็กดัดและเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ทัน ซึ่งอยากฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนที่บ้านไหนติดเหล็กดัด เป็นการติดตั้งเพื่อป้องกันโจรขโมยเข้าไปโจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้าน แต่ก็ต้องมีเทคนิคในขั้นที่สองที่ให้เราเอาเหล็กดัดออกมาได้ เหล็กดัดที่ติดต้องสามารถเปิดออกได้เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องหนีเอาชีวิตรอด

เช่นเดียวกับ นายบุญเริ่ม อรชุน อายุ 37 นายก อบต.ลำลูกกา ที่ผ่านการฝึกอบรมกับสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในเรื่องของการช่วยเหลือ การปฏิบัติตนเมื่อเจอเหตุการณ์ไฟไหม้ ได้แนะนำว่า สำหรับวิธีรับมือเพื่อเอาตัวรอดหากเกิดเหตุการณ์เพลิงใหม้นั้น ผู้ประสบเหตุต้องมีสติ การหนีจากจุดเกิดเหตุให้ก้มลงต่ำ เนื่องจากควันจะลอยขึ้นด้านบน เพื่อป้องกันการสำลักควัน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มีหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างน่าเศร้า คือ การติดเหล็กดัด เพราะทำให้การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก หากจะติดเหล็กดัดก็ควรมีวิธีที่สามารถดึงหรือถอดออกได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากกรณีนี้เราต้องทุบอย่างเดียว แต่กว่าจะทุบได้ก็ช่วยไม่ทันแล้ว ขณะเดียวกันการจัดวางสิ่งของภายในบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ ควรวางหลบอยู่มุมใดมุมหนึ่งไม่ขวางทางเข้าออกบ้าน และไม่ควรวางวัตถุที่ติดไฟง่ายเช่น ผ้า กระดาษ ใกล้กับครัวหรืออุปกรณ์ที่ทำให้ติดไฟได้ง่าย

ด้าน พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ รรท.รองนายแพทย์ใหญ่ สบ.7 อธิบายว่า การเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้มักจะมี 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1.ปริมาณออกซิเจนในอากาศน้อย ทำให้มีปัญหาด้านการหายใจ 2.มีการสะสมของก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ถ้าได้รับในปริมาณที่มากก็จะทำให้เสียชีวิตได้ และ 3.คือมีความร้อนเข้ามาประกอบ สมมุติว่าถ้าผู้เสียชีวิตหลับอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน แล้วเกิดไฟไหม้บริเวณชั้นล่าง ควันไฟจากชั้นล่างจะลอยขึ้นชั้น 2 ยิ่งถ้าหากผู้เสียชีวิตนอนหลับก็จะยิ่งทำให้ก๊าชคาร์บอนมอนออกไซด์ไปสะสมในร่างกายมากโดยไม่รู้ตัว

"ในแง่ของการชันสูตรพลิกศพ ถ้าผู้ตายเสียชีวิตจากการสำลักควันไฟก็จะตรวจพบเศษเขม่าควันในร่างกาย ตามช่องทางเดินหายใจ สำหรับแนวทางการป้องกันเบื้องต้นเมื่อเกิดไฟไหม้ อันดับแรกต้องเร่งออกจากบริเวณนั้นโดยเร็ว แต่ถ้าเกิดไฟไหม้ในห้องต้องหาพื้นที่ที่มีอากาศไหลเวียน อากาศถ่ายเท อันดับต่อมาต้องหาผ้าปิดจมูก หมอบคลานต่ำ เพื่อป้องกันการสำลักควันไฟ เพราะการสำลักควันไปทำให้ขาดออกซิเจนแล้วหมดสติ ไม่สามารถหนีออกมาได้จนถูกไฟคลอกไหม้เกรียมเป็นตอตะโกอย่างที่เห็น" พล.ต.ต.นพ.พรชัย ระบุ

สำหรับวิธีการเอาชีวิตรอดเมื่อเจอเหตุการณ์ไฟไหม้ สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ 1.สังเกตทางหนี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราต้องสังเกตทางหนีไฟไว้ 2.สังเกตสัญญาณ จดจำจุดติดตั้งสัญญาณ รวมทั้งเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ภายในอาคารให้ดี 3.ออกจากอาคารทันทีเมื่อมีสัญญาณ 4.ถ้าอยู่ในบ้านให้ตั้งสติ รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ จากนั้นให้รีบสับสะพานไฟเพื่อตัดไฟฟ้าก่อนจะดับไฟให้ถูกวิธี หากควบคุมไม่ได้ให้ใช้ผ้าขนหนู หรือผ้าห่มชุบน้ำหมาดๆคลุมตัวเพื่อป้องกันความร้อน และก้มต่ำเพื่อไม่ให้สำลักควัน 5.ตรวจสอบประตู หากอยู่ในห้องลำพังขณะไฟไหม้นอกห้อง ก่อนออกจากห้องต้องใช้มือค่อยๆแตะตรวจสอบประตูหรือลูกบิดก่อน ถ้าเย็นก็เปิดหนีไปทางฉุกเฉินได้ทันที แต่ถ้าประตูหรือลูกบิดร้อน ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด เพราะไฟไหม้อยู่นอกห้อง ดังนั้นในห้องปลอดภัยที่สุด จากนั้นรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ (191,199 หรือ 1555) และแจ้งจุดที่เราอยู่ให้ชัดเจน

6.ปิดช่องความร้อนและควันไฟ ใช้ผ้าเช็ดตัวเปียกๆปิดทางเข้าของควันตามช่องประตู ปิดพัดลม เครื่องปรับอากาศ ถ้าไม่สามารถหนีออกมาได้ควรทุบผนังหรือตะโกน ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่หน้าต่างหรือชานอาคาร 7.คลานหนีเมื่อมีควัน หากต้องเผชิญหน้ากับควันไฟ ห้ามวิ่งออกไป เพราะ 80% ของผู้เสียชีวิตในกองเพลิงเกิดจากการสำลักควัน และขาดอากาศหายใจ ควรหาถุงพลาสติก(ควรเป็นถุงใหญ่)ตักอากาศบริสุทธิ์ครอบศีรษะหรือผ้าชุบน้ำปิดปากจมูก จากนั้นคลานต่ำ เพราะอากาศบริสุทธิ์จึงอยู่ด้านล่างของพื้นห้อง 8.อย่าใช้ลิฟท์ ให้ใช้บรรไดหนีไฟ(กรณีอาคารสูง) 9.วิธีดับไฟไหม้ตัว ถ้าไฟไหม้เสื้อผ้าอย่าวิ่งให้ทรุดตัวลงกับพื้น เอามือปิดหน้าแล้วกลิ้งไปกับพื้นเพื่อดับไฟ 10.ฝึกเดินในความมืด จากในห้องไปประตูเพื่อให้เราชินทางและหาทางออกในความมืดได้เมื่อเกิดเหตุ รวมทั้งวางไฟฉายใกล้เตียงนอนเสมอ และ 11.ถ้าไฟไหม้ตึกแถวให้หนีลงชั้นล่าง อย่าขึ้นบ้างบนเพราะควันไฟและความร้อนจะลอยขึ้นสูง หากหนีขึ้นไปชั้นดาดฟ้าหรือชั้นสูงสุดอาจได้รับอันตรายจากควันไฟและความร้อนที่สะสมตัวอย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดไฟไหม้บ้านเรือนเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชาญ ปัทมะวิภาค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กฟน. มีความห่วงใยประชาชนในการใช้ไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการเกิดอัคคีภัย กฟน. จึงขอเตือนประชาชนควรตรวจสอบและดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ และปลั๊กไฟให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปลอดภัย หากพบว่าชำรุดต้องซ่อมแซมทันที และควรปิดสวิตช์ไฟและถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้งานก่อนออกเดินทาง หรือนอนหลับพักผ่อนเพื่อป้องกันอัคคีภัย นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบบ้านที่มีความเสี่ยงไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณต้นไม้รกทึบควรตัดแต่งกิ่งไม่ให้พาดเกี่ยวสายไฟ เพราะอาจทำให้ไฟฟ้าดับและเกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้

"การเสื่อมสภาพของสายไฟ สวิตช์ไฟในบ้านไม่มีอายุการใช้งานที่แน่นนอ เพราะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ อย่างเช่น หน้าหนาวที่มีอากาศแห้ง จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการชำรุดของสายไฟมากกว่าฤดูอื่นๆ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็อาจจะแตกต่างกัน แต่วิธีที่ดีที่สุด คือ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่ถูกต้อง มี มอก. ยืนยัน รวมถึงการติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วพร้อมกับสายดิน ส่วนอุปกรณ์ที่เสี่ยงเกิดชำรุดบ่อยๆ เช่น ปลั๊กพ่วง ก็ต้องเลือกชนิดที่มีสายดิน (3 รู) มีสวิตช์เปิดปิดในแต่ละช่องเสียบ และก็ต้องหลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กพร้อมๆกันในปลั๊กพ่วงอันเดียว" นายชาญ อธิบาย

ทั้งนี้การเดินสายไฟภายในบ้าน ซึ่งฉนวนหรือเปลือกชั้นนอกที่ใช้หุ้มสายไฟฟ้า ปัจจุบันทำจากพีวีซี ซึ่งมีความแข็งแรงและมีอายุการใช้งานยาวนาน ปกติถ้าไม่ใช้กระแสไฟมากเกินกว่าขนาดของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ หรือหนูไม่มากัดแทะสายไฟ สายไฟที่ได้มาตรฐานจะมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 15-20 ปี แต่ถ้าปล่อยให้ถูกกระแทก ตากแดดตากฝน หรือโดนรังสียูวีเล่นงานเป็นประจำ สายไฟจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี แต่ถ้าเดินสายไฟแบบร้อยท่อก็พอช่วยยืดอายุการใช้งานของสายไฟได้นานถึง 30 ปี ฉะนั้นทุกๆ 10 ปี ควรจะให้เจ้าหน้าที่หรือช่างผู้ชำนาญตรวจสอบสมรรถภาพการใช้งานระบบไฟฟ้าในบ้าน ถือเป็นการป้องกันก่อนเกิดความวอดวาย