จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ ศึกเทนนิสแกรนด์สแลมที่ 3 และถือเป็นทัวร์นาเมนท์ใหญ่รายการเดียวที่แข่งขันบนคอร์ทหญ้า อย่าง เทนนิสวิมเบิลดัน ครั้งที่ 131
โดยในครั้งนี้ก็ยังเห็นวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียบของการแข่งขันรายการดังกล่าวอย่างครบถ้วน ทั้ง ผู้เข้าแข่งขันทั้งชาย และหญิง จะต้องสวมเครื่องแต่งกายเป็นสีขาวทั้งหมดลงเล่นเท่านั้น, การที่ไม่มีแข่งขันในวันอาทิตย์ของสัปดาห์แรก และวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สองจะใช้เป็นการแข่งขัน รอบชิงชนะเลิศชายเดี่ยว รวมถึงการรับประทาน “สตรอว์เบอร์รีราดครีม” ของผู้ชมบนที่นั่ง ระหว่างนั่งชมการแข่งขันอันดุเดือด เป็นต้น
ขณะที่แชมป์ในประเภทชาย ตกเป็นของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ส่วนประเภทหญิง คือ การ์บีน มูกูรูซา อย่างไรก็ตาม ยังมีสถิติอื่นๆ รวมถึงเรื่องน่ารู้ต่างๆ หลังจบการแข่งขันเทนนิสถ้วยแกรนด์สแลมที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในโลกครั้งนี้
“มูกูรูซา”กับแชมป์วิมเบิลดันสมัยแรก
เชื่อว่าการแข่งขันรายการนี้จะเริ่มขึ้น น้อยคนนักที่จะคิดว่านักหวดหญิงวัย 23 ปีจากสเปนรายนี้ จะสามารถผงาดคว้าแชมป์มาครองได้ โดยก่อนหน้านี้ มูกูรูซา ที่เพิ่งเทิร์นโปรเมื่อปี 2012 คว้าแชมป์มาได้ทั้งหมด 3 รายการ โดยเป็นรายการดับเบิลยูทีเอ 2 รายการ คือ โฮบาร์ท อินเตอร์เนชันแนล ปี2014 และปักกิ่ง โอเพ่น ปี 2015 รวมถึงแชมป์แกรนด์สแลม 1 รายการ คือ เฟรนช์ โอเพ่น ในปี 2016
สาเหตุที่ มูกูรูซา อยู่นอกสายตาเนื่องจากว่าตั้งแต่เปิดปี 2017 ที่ผ่านมา เธอทำผลงานได้ไม่ดีนัก โดยไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดได้เลย รวมถึง เฟรนช์ โอเพ่น ที่เธอไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ โดยเข้าถึงเพียงแค่รอบ 4 เท่านั้น จนอันดับโลกร่วงจากอันดับ 7 เป็น 15
อย่างไรก็ตามในการแข่งขันวิมเบิลดัน นักเทนนิสจากแดนกระทิงดุ กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยกรุยทางเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศด้วยการปราบทั้ง แองเจลิค แคร์เบอร์ นักเทนนิสหญิงมือ 1 โลกชาวเยอรมันในรอบ 4, สเวตลานา คุซเนตโซวา มือ 7 ของโลกในรอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยการเสียเพียงแค่ 1 เซตเท่านั้น
จนมาถึงในรอบชิงชนะเลิศ มูกูรูซา ต้องมาเจอของแข็งอย่าง วีนัส วิลเลียมส์ นักเทนนิสมือ 10 ของโลกชาวอเมริกัน และมีดีกรีเป็นแชมป์รายการนี้มาแล้ว 5 สมัย (2000, 2001, 2005, 2007, 2008) ซึ่งทั้งคู่เคยเจอกันแล้วในรอบชิงชนะเลิศของเทนนิสรายการโอ๊คแลนด์ โอเพ่น เมื่อปี 2014 และเป็น วีนัส ที่คว้าแชมป์ไปครอง
แต่ครั้งนี้ผลปรากฏว่าอดีตมือ 2 โลก หักปากกาเซียน ด้วยการไล่ต้อน วีนัส แบบขาดลอย 2 เซตรวดด้วยสกอร์ 7-5, 6-0 และใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 17 นาที เท่านั้น ผงาดคว้าแชมป์เทนนิสวิมเบิลดันเป็นครั้งแรกของตนเองมาครองได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้ว มูกูรูซา ยังเป็นนักหวดสาวชาวสเปนคนแรกในรอบ 23 ปีที่ได้แชมป์หญิงเดี่ยววิมเบิลดัน นับตั้งแต่ คอนชิตา มาร์ติเนซ ทำได้เมื่อปี 1994 อีกด้วย
ลักกี้นัมเบอร์8ของ“เฟดเอ็กซ์”
ตั้งแต่เริ่มปี 2017 ที่ผ่านมา นักเทนนิสชายที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคงจะหนีไม่พ้น โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสจอมเก๋าชาวสวิส หลังคว้าแชมป์ไปแล้ว 4 รายการ ประกอบด้วย ออสเตรเลียน โอเพ่น, อินเดียน เวลส์ ,ไมอามี โอเพ่น และเจอร์รี เวเบอร์ โอเพ่น เป็นรายการล่าสุดทำให้ในการแข่งขันศึกวิมเบิลดัน “เฟดเอ็กซ์” ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ 7 สมัย ก็ได้รับการจับตามมองว่าเป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตที่มีลุ้นหยิบโทรฟีแกรนด์สแลมที่ 3 ของปีมาครองได้
ผลปรากฏว่าด้วยสภาพสนามซึ่งเป็นพื้นหญ้าที่มีการแฉลบของลูกมากกว่าพื้นผิวประเภทอื่น และมีความเร็วของลูกสูง ทำให้เอื้ออำนวยต่อนักเทนนิสที่มีลูกเสิร์ฟหนักหน่วง และมีลูกกราวด์สโตรกที่ดี ซึ่งเป็นสไตล์ถนัดของเขา รวมถึงการที่ไม่ต้องเจอคู่แข่งที่หนักมากนัก ทำให้สุดท้ายแล้วเขาสามารถผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดยโคจรมาพบกับ มาริน ซิลิช มือ 7 ของรายการจากโครเอเชีย
ด้วยความประสบการณ์ และดีกรีต่างๆ ส่งผลให้นักหวดวัย 35 ปี สอนเชิง ซิลิช ไปแบบขาดลอย 3 เซตรวด พร้อมผงาดคว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 8 (ต่อจากปี 2003, 2004, 2005, 2006, 2007, 2009, 2012, 2017) และทำสถิติต่างๆตามมามากมาย ทั้งกลายเป็นักเทนนิสชายที่คว้าแชมป์วิมเบิลดันมากที่สุดแซงหน้า พีท แซมพราส ตำนานแร็กเก็ตชาวอเมริกัน และสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักหวดลูกสักหลาดชายอายุมากสุดที่ได้แชมป์แกรนด์สแลมวิมเบิลดันด้วยวัย 35 ปี ทุบสถิติเดิมของ อาร์เธอร์ แอช ที่เคยได้แชมป์ในวัยเกือบ 32 ปี เมื่อปี 1976
เท่านั้นยังไม่พอ จากการคว้าแชมป์ดังกล่าวยังส่งผลให้ เฟเดอเรอร์ คว้าแชมป์แกรนด์สแลมเพิ่มเป็น 19 รายการ ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง ราฟาเอล นาดาล ที่ทำได้ 15 รายการเป็น 4 สมัย และมีคะแนนในเอทีพี แรงกิง เพิ่มขึ้นเป็น 6,545 คะแนน แซงหน้า โนวัค ยอโควิช และสแตน วาวรินกา ขึ้นมาเป็นมือ 3 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย
ตัวเต็งไม่ถึงฝั่งฝัน
ในศึกวิมเบิลดัน 2017 ครั้งนี้ เรียกได้ว่าพลิคล็อกพอสมควรเนื่องจากไม่มีตัวเต็งของทั้งประเภทชาย-หญิงผงาดคว้าแชมป์มาครองได้เลย เริ่มที่ ประเภทชาย แอนดี เมอร์เรย์ นักเทนนิสมือ 1 ขวัญใจเจ้าถิ่น และแชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ที่ถูกคาดหวังว่าจะสามารถหยิบแชมป์แกรนด์สแลมรายการดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 มาครองได้ พลาดท่าตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการพ่ายต่อ แซม เคอร์เรย์ มือ 24 จากสหรัฐ 3-2 เซต ซึ่งการพลาดคว้าแชมป์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลถึงความมั่นใจแล้วเพราะเป็นคอร์ทหญ้าที่เขาถนัดที่สุดแล้ว ยังส่งผลถึงการครองมือ 1 โลกที่ถูก ราฟาเอล นาดาล มือ 2 ของโลกทำคะแนนไล่มาอย่างกระชั้นชิด
เช่นเดียวกับ โนวัค ยอโควิช หวดมือ 4 โลกชาวเซอร์เบีย ที่ช่วงหลังเงียบหายไปจากวงการเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้ฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหาย และหวังจะกลับมาคว้าแชมป์วิมเบิลดัน เป็นสมัยที่ 4 ต่อจากปี 2011, 2014 และ 2015 ให้ได้ เพื่อเรียกฟอร์มเก่งกลับมา อย่างไรก็ตามเขาก็ทำได้ดีที่สุดแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อมีอาการบาดเจ็บที่ข้อศอกขวาจนต้องขอยอมแพ้ โทมัส เบอร์ดิช มือ 11 จากเช็กไป
ขณะที่ในประเภทหญิงแม้ เซเรนา วิลเลียมส์ ยอดนักหวดหญิงจากสหรัฐ และแชมป์เก่าในรายการนี้ 6 สมัยไม่ได้ลงแข่งขัน เหตุเพราะกำลังตั้งครรภ์ แต่เต็งหนึ่งอย่าง แองเจลิค แคร์เบอร์ มือ 1 ของโลกชาวเยอรมัน ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันด้วยการพ่าย การ์บีน มูกูรูซา แชมป์ในปีนี้แบบพลิกความคาดหมาย
รวมไปถึง เปตรา ควิโตวา นักหวดสาวจากสาธารณรัฐเช็ก และมือ 11 ของรายการ ที่เพิ่งคว้าแชมป์เทนนิสเอกอน คลาสสิก เบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นรายการคอร์ทหญ้า ได้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา และถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นม้ามืดในรายการ แต่ผลปรากฏว่า แชมป์แกรนด์สแลม 2 สมัยรายนี้ต้องหยุดเส้นทางเพียงแค่รอบ 2 หลังโดน เมดิสัน เบรนเกิล มือไร้อันดับจากสหรัฐเขี่ยตกรอบ
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือบทสรุปต่างๆ และสถิติที่น่าสนใจของศึกเทนนิสแกรนด์แสลมที่ 3 ประจำปีนี้ ต้องมาดูกันว่าในเทนนิสยูเอส โอเพ่น ซึ่งเป็นแกรนด์สแลมสุดท้ายของปี นักหวดคนใดจะเป็นผู้ที่หยิบแชมป์ไปครอง


