วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สูญ700ล้าน! 'ผจก.นิชคาร์'โอดเหตุDSIอายัดรถหรู83คันนาน2เดือน

"เสรี ชินบารมี" ผจก.นิชคาร์ โอดสูญ700ล้าน หลัง "ดีเอสไอ" ดองคดีรถหรู-ซุปปเปร์คาร์นาน2เดือนแล้ว ถูกอายัดรถ 83 คัน ลั่นไม่คิดฟ้องเอาผิด ขอเพียงแค่ความเป็นธรรม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 ก.ค. 2560 ที่ศูนย์บริการและจัดจำหน่ายรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ของบริษัท นิช คาร์ จำกัด ถนนเลียบทางด่วนมอเตอร์เวย์ กม.1 ฝั่งขาเข้า แขวงและเขตสวนหลวง นายเสรี ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนนำเข้ารถหรูหลายยี่ห้ออย่างเป็นทางการในประเทศไทย และรายใหญ่ระดับเอเชีย ได้จัดแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีเกี่ยวกับการถูกเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ อายัดรถที่อยู่ภายในบริษัททั้งหมดจำนวน 83 คัน จนทำให้กิจการได้รับความเดือดร้อน

นายเสรี กล่าวว่า ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้ามาทำการอายัดรถหรูที่อยู่ภายในบริษัททั้งหมด จำนวน 83 คัน ซึ่งรวมถึงรถของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษา และฝากขาย เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่อ้างว่า รถทั้งหมดนี้มีการสำแดงราคาเท็จ จนถึงวันนี้นับเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนแล้ว ซึ่งขณะนี้รถทั้งหมดก็ยังไม่รับการถอนอายัด และสามารถนำออกไปได้ จะมีก็เพียงรถของลูกค้าที่สามารถนำออกไปได้ แต่ต้องมีข้อแม้อยู่ว่า ลูกค้าจะต้องเซ็นยินยอมรับเงื่อนไขที่ทางดีเอสไอ กำหนดขึ้นมาคือ หากนำรถออกไปแล้วห้ามนำไปขายให้กับบุคคลอื่น หรือทำให้เกิดการชำรุด เสียหาย หากผิดเงื่อนไขก็จะถูกปรับเงิน 15 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีลูกค้าคนใดกล้านำรถออกไป

นายเสรี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าซื้อขายรถหรูมานานกว่า 30 ปี รถที่ตนนำเข้ามานั้น มีการเสียภาษีถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการของกรมศุลกากรกรทุกคัน และไม่เคยมีประวัติว่า รถที่นำมาขายเป็นรถที่ถูกโจรกรรม หรือรถจดประกอบ แต่กลับถูกทางทางดีเอสไอ กล่าวหาว่ารถของบริษัทตนนั้น มีการสำแดงราคาเท็จ ซึ่งการกล่าวหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และเป็นครั้งแรกที่การนำเข้ารถของบริษัทตนมีปัญหา อีกทั้งตนยังรู้สึกเสียใจและเสียดายความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อบริษัทของตน เพราะการที่จะเป็นได้อย่างทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ยากมาก

"ทั้งนี้ ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ จะต้องนำเอกสารหลักฐานต่างๆไปชี้แจงกับทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ซึ่งขณะนี้เรายังไม่ได้ทำการติดต่อไป ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน ที่ผ่านมาได้รับทราบข้อมูลจากดีเอสไอ ผ่านทางสื่อว่ากรณีที่ต้องทำการอายัดรถของบริษัทนั้น เนื่องจากราคารถลัมโบรกินี่ ที่จะต้องตั้งราคาขายนั้น จะต้องอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท แต่ราคารถของบริษัทตั้งราคาถูกกว่า จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในส่วนนี้ว่า มีการแจ้งสำแดงราคาเท็จเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าสูงหรือไม่ ซึ่งตนขอชี้แจงว่า บริษัทของตนนั้นเป็นดีลเลอร์ขนาดใหญ่ มีการสั่งซื้อรถนำเข้าจากผู้ค้าครั้งละจำนวนหลายคัน จึงทำให้ได้ราคารถที่ถูกกว่ากลุ่มผู้ค้าเกรย์มาร์เก็ตจากผู้ค้าเป็นธรรมดา ซึ่งอยากร้องขอความเป็นธรรมในส่วนนี้ด้วย เพราะที่ผ่านมาก็ทำถูกต้องตามขั้นตอนของทางกรมศุลฯทุกอย่าง “นายเสรีระบุ

นายเสรี กล่าวด้วยว่า จาก 2 เดือนที่ผ่านมา การที่บริษัทของตนไม่สามารถทำการซื้อขายรถได้ตามปกติ ส่งผลให้ทางบริษัทขาดรายได้ไปกว่า 6-700ล้านบาท เมื่อประเมินจากรถที่เราควรจะขายได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตนจะได้รับความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว แต่ตนก็ไม่คิดที่จะไปฟ้องร้องเอาผิดอะไรกับทางดีเอสไอใดๆ ขอเพียงแค่อยากร้องขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งดำเนินการหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุดก็พอ เพื่อที่บริษัทของตนจะได้ดำเนินกิจการได้ตามปกติ และยืนยันว่าตนไม่เคยมีปัญหากับใคร