(สกู๊ป) 4แข้งค่าตัวกระฉูดหลังศึกคอนเฟดฯ

(สกู๊ป) 4แข้งค่าตัวกระฉูดหลังศึกคอนเฟดฯ

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับศึกฟุตบอล "ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ 2017” ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งผลปรากฏว่าทีมที่คว้าแชมป์ไปครอง ได้แก่ เยอรมัน ที่เฉือนเอาชนะ ชิลี 1-0

     โดยในการแข่งขันครั้งนี้มีหลายสิ่งได้รับการจับตามองมากมายจากแฟนฟุตบอลทั่วโลก ทั้งการใช้เทคโนโลยีวิดีโอช่วยตัดสิน (VAR)  มาใช้จริงในหลายจังหวะ ซึ่งก็ถูกกระแสวิจารณ์ทั้งในแง่บวก คือ ช่วยให้เกมลูกหนังเกิดความถูกต้องมากขึ้น รวมถึงในแง่ลบ ที่ถูกมองว่าเป็นการทำลายเสน่ห์ของฟุตบอลที่ต้องมีความผิดพลาดของกรรมการบ้าง รวมไปถึงความพร้อมต่างๆของเจ้าภาพ รัสเซีย ทั้งเรื่องสนามแข่งขัน, มาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆสำหรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 ที่จะมีขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า

     แต่อีกสิ่งที่ได้รับการจับตามองไม่แพ้กันนั่นก็คือ เหล่านักเตะที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น จนเป็นที่จับตามองของสโมสรดังต่างๆที่จะดึงตัวพวกเขาไปร่วมทัพในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง ซึ่งต้องมาดูกันว่าจะมีใครบ้างที่อยู่ในข่ายดังกล่าว และโอกาสย้ายทีมของพวกเขาจะมีมากเพียงใดจากผลงานในศึกคอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ครั้งนี้

ติโม แวร์เนอร์ (เยอรมนี)
     ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของกองหน้าดาวโรจน์รายนี้อย่างแท้จริง เนื่องจากเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นด้วยสถิติลงสนาม 31 นัด ยิง 21 ประตู จนมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ต้นสังกัดอย่าง แอร์เบ ไลป์ซิก ที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้ซีซั่นเดียวคว้าตำแหน่งรองแชมป์ของลีกมาครอง
จากผลงานดังกล่าวทำให้ โยอัคคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมันตัดสินใจเรียกตัวเขาติดทีม “อินทรีเหล็ก” ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และความนิ่งเกินกว่าเด็กอายุ 21 ปี จนมีชื่อเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติชุดสู้ศึกฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ 2017 ด้วย
     และถึงแม้ว่าในทัวร์นาเมนต์นี้ เลิฟ จะใช้การโรเตชันนักเตะเพื่อลองระบบเป็นส่วนใหญ่ แต่กองหน้าที่ได้ลงสนามมากที่สุด คือ แวร์เนอร์ และเพียงนัดที่ 3 ในนามทีมชาติ เขาก็สามารถประเดิมประตูที่ 1 และ 2 ของตัวเองได้สำเร็จจากการยิงใส่ แคเมอรูน ในรอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงในรอบรองชนะเลิศกับ เม็กซิโก เขาก็ทำได้อีก 1 ลูก รวมเป็น 3 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ซึ่งด้วยฟอร์มอันร้อนแรงเช่นนี้ เชื่อว่าเจ้าตัวคงจะอยู่กับ ไลป์ซิก อีกไม่นาน โดยมีข่าวว่า ลิเวอร์พูล และ เรอัล มาดริด จับตาดูสถานการณ์ของอดีตแข้งเยาวชนของทีม สตุ๊ตการ์ต อย่างใกล้ชิด

ลีออน โกเรตซ์กา (เยอรมนี)
     หากจะพูดถึงนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว คงจะหนีไม่พ้น ลีออน โกเรตซ์กา ดาวเตะจากสโมสรชาลเก้ 04 โดยก่อนหน้านี้ดาวเตะวัย 22 ปีรายนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในวงการลูกหนังของเมืองเบียร์เนื่องจากเขาสามารถขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม “ราชันสีน้ำเงิน” ได้อย่างรวดเร็ว แถมทำผลงานได้โดดเด่นมาหลายซีซั่นติดต่อกัน จนทำให้เมื่อปี 2014 เขามีชื่อติด 1 ใน 30 ขุนพล “อินทรีเหล็ก” ไปลุยศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล แต่ด้วยความโชคร้ายที่เจ้าตัวต้องได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้เขาต้องถอนตัวออกจากทีม ไม่เช่นนั้นเขาอาจได้เป็นหนึ่งในนักเตะชุดคว้าแชมป์โลกปีล่าสุดมาครอง
     แต่ด้วยการฟอร์มอันสม่ำเสมอส่งผลให้ โกเรตซ์กา มีชื่อกลับมาติดทีมชาติเพื่อลุยศึกใหญ่อีกครั้ง ในคอนเฟเดอเรชันส์ คัพ 2017 ที่ผ่านมา และก็ถือว่าเป็นทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดของเขาอย่างเต็มตัว เนื่องจากแม้เขาจะเป็นผู้เล่นที่มีรูปร่างสูงกว่า 189 เซ็นติเมตร แต่กลับมีความคล่องตัวไม่ต่างกับนักเตะร่างเล็กคนอื่นๆ และมีทีเด็ดตรงการสอดขึ้นไปทำประตูในกรอบเขตโทษ ซึ่งแฟนฟุตบอลคงจะได้เห็นกันแล้วจากการทำ 2 ประตูใส่ เม็กซิโก ในรอบตัดเชือก
     นอกจากนั้นจุดเด่นอีกอย่างของ โกเรตซ์กา คือลูกกลางอากาศ โดยอาศัยจากความแข็งแกร่งของร่างกาย ทำให้สามารถแบ่งเบาภาระของกองหลังไปได้เยอะ และด้วยฟอร์มที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ส่งผลให้อดีตดาวเตะของ โบคุ่ม รายนี้กลายเป็นแข้งเนื้อหอมโดยทันใด เพราะมีหลายทีมให้ความสนใจเขาไปร่วมทัพ โดยเฉพาะ บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล ซึ่ง ชาลเก้ คงจะรั้งตัวนักเตะต่อไปยาก เนื่องจากเหลือสัญญากับทีมเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น จึงอาจจำเป็นต้องปล่อยตัวออกจากทีมด้วยเม็ดเงินที่ไม่น่าจะต่ำกว่า 35-40 ล้านปอนด์ (ราว 1,518-1,735 ล้านบาท)

อเล็กซิส ซานเซซ (ชิลี)
     คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นักเตะที่มีส่วนสำคัญซึ่งช่วยให้ ชิลี คว้าตำแหน่งรองแชมป์ในทัวร์นาเมนต์นี้มาครอง นั่นก็คือแข้งซูเปอร์สตาร์จากทีม อาร์เซนอล คนนี้ เนื่องจากว่าเขาถือเป็นหัวใจในเกมรุกที่เพื่อนๆสามารถฝากความหวังเอาไว้ได้ ทั้งจังหวะเลี้ยง จ่าย รวมถึงทำประตู อเล็กซิส ก็ทำได้ดีทั้งหมด นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่แข้งวัย 28 ปีมีต่างจากนักเตะเกมรุกส่วนใหญ่ นั่นก็คือ ความขยันไล่บอล โดยบ่อยครั้งที่จะเห็นเขาวิ่งกวดคู่แข่งจากแดนหน้ามาถึงแดนหลัง ซึ่งทำให้เหมือนมีกองหลังเพิ่มอีกคน และส่งผลให้ชะลอเกมรุกของฝั่งตรงข้ามไว้ได้
    นอกจากนั้น อเล็กซิส ยังเป็นนักเตะที่มีความกระหายทุกครั้งที่ลงสนาม และเขาจะทำผลงานอย่างเต็มที่ตลอด 90 นาที ซึ่งด้วยผลงาน ทั้งหมด เชื่อว่าค่าตัวของเขาต้องพุ่งมหาศาลอย่างแน่นอน โดยล่าสุดมีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี พร้อมทุ่มเงินกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,250 ล้านบาท) พร้อมค่าเหนื่อยอีกสัปดาห์ละ 50,000 ปอนด์ (15.7 ล้านบาท) เพื่อดึงตัวสตาร์รายนี้ไปอยู่ในถิ่นเอติฮัด สเตเดียมในซีซั่นหน้า รวมถึงเจ้าตัวก็ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยว่าต้องการย้ายทีม

เอคตอร์ เอร์เรรา (เม็กซิโก)
     เชื่อว่าถ้าใครได้ติดตามทีม “จังโก” ในศึกคอนเฟเดอเรชันส์ ครั้งนี้ตั้งแต่รอบแรก คงได้เห็นผลงานของมิดฟิลด์จากทีม เอฟซี ปอร์โต รายนี้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวทำผลงานได้โดดเด่นเช่นไร โดย เอร์เรรา เป็นนักเตะที่มีความแข็งแกร่งในการครองบอลเป็นอย่างมาก แม้จะมีความสูงเพียง 180 เซ็นติเมตรเท่านั้น แต่เขาก็สามารถเบียดปะทะกับกองกลางของทีมอื่นๆซึ่งมีรูปร่างที่สูงกว่าได้อย่างสบาย
     และในขณะเดียวกันเจ้าตัวยังมีความสามารถเฉพาะตัวสูง ซึ่งเห็นได้ยากจากแข้งในทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะการจ่าย ที่เขาครองตำแหน่งเจ้าแอสซิสต์ของศึกคอนเฟเดอเรชันส์ที่ผ่านมาด้วยจำนวน 3 ลูก และทำให้เขากลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมชาติเม็กซิโกอย่างแท้จริง จากประสบการณ์รับใช้ทีมชาติ 55 นัดยิง 4 ประตู
    โดยก่อนหน้าที่ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวจะเริ่มขึ้น กองกลางวัย 28 ปี ซึ่งค้าแข้งอยู่ในลีกแดนฝอยทองมานานกว่า 5 ปี ก็ได้รับความสนใจจากหลายทีมในยุโรปโดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล ที่ “ฟอกซ์ สปอร์ต” รายงานว่า “หงส์แดง” ได้ติดต่อไปยัง ปอร์โต อย่างจริงจังแล้ว และสามารถตกลงค่าตัวกันได้ที่ 6.8 ล้านปอนด์ (ราว 295 ล้านบาท) เท่านั้น แต่หลังจากนี้เชื่อว่า ปอร์โต คงจะไม่ยอมขาย เอร์เรรา ออกจากทีมด้วยราคาดังกล่าวอย่างแน่นอน และคงไม่ได้มีเพียง ลิเวอร์พูล ที่จะยื่นสู่ขอดาวเตะรายนี้ไปเสริมแกร่งในซีซั่นหน้าอีกต่อไป

     และทั้งหมดนี้คือนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และเชื่อว่าจะมีค่าตัวเพิ่มขึ้นหลังจากจบทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งต้องมาดูกันว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะได้ย้ายทีมหรือไม่ รวมถึงในอนาคตฟอร์มการเล่นของแข้งทั้ง 4 คนจะพัฒนาไปในทิศทางใด