เตรียมเปิดฉากขึ้นแล้วสำหรับศึกเทนนิสแกรนด์สแลมที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ของทุกปี และถือเป็นทัวร์นาเมนท์ใหญ่รายการเดียวที่แข่งขันบนคอร์ทหญ้า
สำหรับการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ถือว่ามีความพิเศษกว่าเทนนิสรายการอื่นๆ เริ่มจากทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว เป็นถ้วยแกรนด์สแลมที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในโลก ถือกำเนิดขึ้นในปี 1877 จนถึงปัจจุบันก็จัดการแข่งขันมาแล้วกว่า 130 ครั้ง
นอกจากนั้นในการชิงชัย ผู้เข้าแข่งขันทั้งชาย และหญิง จะต้องสวมเครื่องแต่งกายเป็นสีขาวทั้งหมดลงเล่นเท่านั้น ซึ่งถือว่าธรรมเนียมปฎิบัติของวิมเบิลดันมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงการที่ไม่มีแข่งขันในวันอาทิตย์ของสัปดาห์แรก และวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่สองจะใช้เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศชายเดี่ยว เป็นต้น
และในการแข่งขันปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 131 ของศึกเทนนิสที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และมนต์ขลังดังกล่าว ว่าจะมีจุดใดที่เปลี่ยนแปลง และน่าสนใจ รวมไปถึงเต็งแชมป์ทั้งประเภทชาย และหญิง ว่าใครจะอยู่ในข่ายที่ได้ลุ้นกันบ้าง
เงินรางวัลที่เพิ่มขึ้น
นอกจากที่ วิมเบิลดัน จะเป็นทัวร์นาเมนต์เทนนิสที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว ยังมีเงินรางวัลมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยในอดีตผู้ชายจะได้เงินรางวัลมากกว่าผู้หญิง แต่ปี 2007 เป็นต้นมา เงินรางวัลก็ถูกปรับให้พอๆกัน
และหลังจากนั้นก็มีการปรับเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดใจนักหวดลูกสักหลาดจากทั่วโลก และเพิ่มความเข้มข้นเร้าใจในการชิงชัย โดยครั้งล่าสุดที่ประกาศเพิ่มเงินรางวัลคือในปี 2015 ที่ผ่านมา โดยจากเดิมผู้ชนะการแข่งขันจะได้เงินรางวัลที่ 1.75 ล้านปอนด์ (ราว 75.6 ล้านบาท) มาเป็น 1.8 ล้านปอนด์ (ราว 77.7 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตามในปีนี้ คณะกรรมการฝ่ายจัดการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ได้มีการเพิ่มเงินรางวัลให้กับนักแชมป์ในประเภทเดี่ยวทั้งชาย และหญิงเพิ่มเป็น 2.2 ล้านปอนด์ (ราว 99 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มจากเดิมถึง 200,000 ปอนด์ ทำให้ยอดเงินรางวัลรวมทะลุจาก 28.1 ล้านปอนด์ ไปเป็น 31.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,422 ล้านบาท) เรียบร้อยแล้ว
เต็งแชมป์ประเภทชาย-หญิง
เริ่มที่ประเภทชาย ในปีนี้ถือว่ามีความสูสีเป็นอย่างมากเนื่องจากนักเทนนิสชื่อก้องต่างตบเท้าเข้าร่วมการแข่งขันอย่างคับคั่ง แต่คนที่ได้รับการคาดการณ์ว่าเป็นเต็งแชมป์ คือ แอนดี เมอร์เรย์ นักเทนนิสมือ 1 ขวัญใจเจ้าถิ่น และแชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับการตีคอร์ทหญ้าเป็นอย่างดี รวมถึงเสียงเชียร์จากแฟนเจ้าถิ่น อย่างไรก็ตามในปีนี้ผลงานของ เมอร์เรย์ กลับไม่เข้าฝักอย่างที่คิด โดยเข้าคว้าแชมป์ได้เพียง 1 รายการเท่านั้น นั่นก็คือ ดูไบ แชมเปียนชิพ จากการลงเล่นทั้งหมด 11 รายการ รวมถึงตอนนี้เจ้าตัวมีอาการเจ็บสะโพกมารบกวน จึงต้องมาดูว่าเขาจะสามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 มาครองได้หรือไม่
ขณะที่นักเทนนิสชายอีกคนที่น่าจับตามองคือ โนวัค ยอโควิช หวดมือ 4 โลกชาวเซอร์เบีย ที่ช่วงหลังเงียบหายไปจากวงการเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ที่ส่งผลให้ฟอร์มที่ตกลงอย่างน่าใจหาย จนต้องประกาศแยกทางกับ มาเรียน วัจดา โค้ชชื่อดัง และทีมงานโค้ชทั้งหมด ซึ่งในปี 2017 ที่ผ่านมา เขาคว้าแชมป์มาครองได้ 1 รายการ คือ กาตาร์ โอเพ่น อย่างไรก็ตาม “โนเล” เคยเป็นแชมป์รายการนี้ถึง 3 ปี คือ 2011, 2014 และ 2015 จึงเชื่อว่าเจ้าตัวรู้วิธีในการลงแข่งขันในวิมเบิลดันเป็นอย่างดี ซึ่งหากคว้าแชมป์ได้ อาจเป็นจุดหักเหในอาชีพที่จะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ และทวงมือ 1 ของโลกกลับคืนมาอีกครั้ง
และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสจอมเก๋า และมือ 5 ของโลกชาวสวิส ซึ่งในปีนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังคว้าแชมป์ไปแล้ว 4 รายการ ประกอบด้วย ออสเตรเลียน โอเพ่น, อินเดียน เวลส์ ,ไมอามี โอเพ่น และเจอร์รี เวเบอร์ โอเพ่น เป็นรายการล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งศึกวิมเบิลดัน เป็นการแข่งขันบนพื้นหญ้าที่มีการแฉลบของลูกมากกว่าพื้นผิวประเภทอื่น และมีความเร็วของลูกสูง ทำให้เอื้ออำนวยต่อนักเทนนิสที่มีลูกเสิร์ฟหนักหน่วง และมีลูกกราวด์สโตรกที่ดี ซึ่งเป็นสไตล์ถนัดของ “เฟดเอ็กซ์” ทำให้จะมองข้ามเจ้าของแชมป์รายการนี้สูงสุดที่ 7 สมัย ร่วมกับ พีท แซมพราส ตำนานแร็กเก็ตชาวอเมริกัน ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ด้านประเภทหญิง ในปีนี้เป็นข่าวดีของผู้เข้าแข่งขันรายอื่นๆเนื่องจาก เซเรนา วิลเลียมส์ ยอดนักหวดหญิงจากสหรัฐ และแชมป์เก่าในรายการนี้ 6 สมัยไม่ได้ลงแข่งขัน เหตุเพราะกำลังตั้งครรภ์ ทำให้เต็งหนึ่งของประเภทหญิงถูกมองไปที่ แองเจลิค แคร์เบอร์ มือ 1 ของโลกชาวเยอรมันแทน ด้วยสถิติชนะ 19 แพ้ 13 เกมในปีนี้ ยังถือว่าไม่ใช่ช่วงที่ดีของหวดวัย 29 ปี สักเท่าไหร่ แต่ด้วยประสบการณ์การเป็นรองแชมป์เมื่อปีที่แล้ว น่าจะช่วยให้เธอได้เปรียบคู่แข่งคนอื่นๆ และมีสิทธิ์ผงาดคว้าแชมป์ดังกล่าวไปครองได้เป็นครั้งแรกในอาชีพ
นักเทนนิสหญิงอีกคนที่น่าจะต่อกรกับ แคร์เบอร์ ได้อย่างสูสีในรายการนี้คือ ซิโมนา ฮาเล็ป มือ 2 ของโลก ที่โชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้ด้วยสถิติชนะ 24 แพ้ 7 เกม ซึ่งขณะนี้เธอมีแต้มตามหลัง แคร์เบอร์ ในตารางอันดับโลกอยู่เพียง 115 คะแนน ทำให้การคว้าแชมป์รายการนี้อาจทำให้เธอเข้าใกล้การเป็นมือ 1 ของโลกขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนอีกคนที่น่าสนใจ คือ เปตรา ควิโตวา นักหวดสาวจากสาธารณรัฐเช็ก ที่เพิ่งคว้าแชมป์เทนนิสเอกอน คลาสสิก เบอร์มิงแฮม ได้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยสถิติ เสียแค่ 1 เซต จากการลงสนาม 5 แมตช์ และเป็นการกลับมาคว้าแชมป์ได้ทันทีในรายการที่ 2 ที่เธอลงแข่งในปีนี้ หลังต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บข้อมือซ้าย จากการถูกคนร้ายบุกชิงทรัพย์เมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งการคัมแบ็กคราวนี้ แชมป์ แกรนด์สแลม 2 สมัย ก็โชว์ฟอร์มน่าประทับใจ และด้วยประสบการณ์ของเธอ ทำให้เจ้าตัวถูดคาดการณ์ว่าจะเป็นม้ามืดในการคว้าแชมป์วิมเบิลดันในปีนี้ไปครอง
เรื่องน่ารู้อื่นๆใน“วิมเบิลดัน”
สำหรับ “เซ็นเตอร์ คอร์ท” ซึ่งเป็นสนามหลักที่ใช้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของชายเดี่ยว และหญิงเดี่ยว เคยโดนระเบิด 5 ลูกลงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้สนามที่มีความจุ 1,200 ที่นั่งในช่วงเวลานั้นถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ และต้องใช้เวลาถึง 9 ปี ในการก่อสร้างใหม่ และขยายความจุเป็น 15,000 ที่นั่งในปัจจุบัน
ขณะที่การแข่งขันวิมเบิลดันตลอดช่วง 2 สัปดาห์ จะใช้เด็กเก็บลูกในสนามรู้จักกันในชื่อ “บีบีจีเอส” ประมาณ 250 คน โดยพวกเขามีอายุเฉลี่ย 15 ปี ได้ค่าแรงราวๆ 150 ปอนด์ (ราว 6,400 บาท) ต่อคน
ด้านอาหารที่ผู้ชมนิยมรับประทานระหว่างดูการแข่งขัน วิมเบิลดัน มากที่สุด คือ "สตรอว์เบอร์รีราดครีม" ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1970 และกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของการแข่งขันไปแล้ว และมีสถิติที่บันทึกไว้ว่าแต่ละปีใช้สตรอว์เบอร์รีมากถึง 28,000 กิโลกรัม และครีม 7,000 ลิตร เลยทีเดียว
สุดท้ายแล้วนักเทนนิสชาย-หญิงคนใดจะผงาดคว้าแชมป์เทนนิสที่รายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลกไปครอง รวมถึงจะมีเหตุการณ์ใดที่น่าสนใจจนกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกิดขึ้นใน “วิมเบิลดัน” ครั้งที่ 131 กันบ้าง แฟนๆลูกสักหลาดคงต้องติดตามกันให้ดี





