"ออมสิน" ย้ำส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐใช้ยางพารา เผยมี 10 หน่วยเสนอความต้องการมาแล้ว
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อข้อเรียกร้องของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐโดยประกาศให้นำยางพาราในสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชน รักษาเสถียรภาพราคายาง ที่ยังคงอยู่จากการประมูลยางประมาณ 104,000 ตัน มาใช้ในประเทศ โดยให้หน่วยงานรัฐเสนอโครงการต่างๆ ที่จะนำยางพาราไปใช้ประโยชน์ ซึ่งขณะนี้มี 10 หน่วยงานที่เสนอความต้องการใช้ยางพารามาแล้ว รวมประมาณ 20,000 ตัน หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ยางในสต๊อกที่มีอยู่ และยังมีหลายหน่วยงานที่ตั้งงบประมาณปี 2560 ไว้ ก็สามารถนำยางพาราในสต๊อกไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมากที่สุดได้ ทั้งนี้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้จัดทำโครงการต่างๆ นำร่องที่จะนำยางพาราไปใช้ได้ ทั้งการจัดทำสนามเด็กเล่น ปูพื้นจากยางพารา สนามฟุตซอล โครงการยางล้อประชารัฐ และอื่นๆ อีกหลายโครงการ
นายออมสิน กล่าวด้วยอีกว่า สำหรับการจัดตั้งหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ในเรื่องการจัดตั้งหน่วยธุรกิจตาม มาตรา 49 (2) ซึ่งกยท. ได้มีมติเห็นชอบการจัดตั้งหน่วยธุรกิจขึ้นโดย แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยการผลิต ตลาดยางทั้งผลผลิตยางและไม้ยางโลจิสติกส์ การจัดหาเงินทุนรวมถึงสวัสดิการให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวกว่าการบริหารจัดการทั่วไป ในขณะเดียวกัน เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่การแยกตัวเป็นบริษัท จำกัด ซึ่งหน่วยธุรกิจนี้ได้ดำเนินการธุรกิจการค้าขายยางพารามาระยะหนึ่งแล้ว โดยการรับซื้อผลิตผลยาง จากกลุ่มสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เพื่อนำส่งโรงงานทั้ง 6 โรงงานของ กยท.
อย่างไรก็ตาม กยท. ได้พูดคุยและขอคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทลูก เพื่อที่จะดำเนินการให้เกิดความคล่องตัวในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น และได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางเพื่อที่จะดำเนินการธุรกิจในนามบริษัทจำกัดให้ชัดเจน ทั้งนี้หากผ่านความเห็นชอบของคณะทำงานของ สคร. แล้ว กยท.จะนำเสนอต่อ ครม. เพื่อผ่านความเห็นชอบต่อไป
นายออมสิน กล่าวต่อไปว่า ในส่วนมาตรการด้านการสร้างเสถียรภาพราคายาง มาตรการระหว่างประเทศ ไทยมีบริษัทร่วมทุนกับ 3 ประเทศ ไทย อินโดนิเซีย มาเลเซีย และ กยท. ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการด้านกลยุทธ์การตลาดครั้งพิเศษ (CSMO) ที่ประเทศอินโดนีเซียที่ผ่านมา ก็เห็นร่วมกันที่จะเร่งกำหนดมาตรการทางการตลาด ที่มีต่อสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน เช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน ซึ่งในวันที่ 5 – 7 ก.ค. นี้ ตนจะเดินทางไปประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่ประเทศมาเลเซีย จะหารือเพื่อเร่งรัดให้จัดการประชุมในระดับรัฐมนตรี เนื่องจากประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการผันผวนของตลาดในช่วงที่ผ่านมา และจะใช้มาตรการความร่วมมือของทั้ง 3 ประเทศให้เร็วขึ้นอย่างไรก็ตาม ในการประชุม 3 ประเทศเห็นว่ายังมีปัจจัยที่จะทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้ และแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาราคายางพาราจะต่ำ แต่หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนก็ยังถือว่าราคาเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยความร่วมมือจากผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ทั้ง 5 ราย รวมทั้ง กยท.ลงเงินร่วมกันรายละ 200 ล้านบาท รวม 1,200 ล้านบาท ดำเนินการซื้อยางทั้งในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ และตลาดกลางในประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและเห็นว่าจะนำ พ.ร.บ.ควบคุมยางมาใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเข้มงวดจริงจังต่อไป


