ผู้ปลูกยางพารา ค้าน 4 มาตรการที่รัฐออกมาช่วยเหลือชาวสวนยาง มีความเห็นไม่ได้ผลแค่ฉาบฉวยไม่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 60 เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราจากหลายอำเภอ จ.บุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง ทยอยนำยางพาราแผ่นดิบและยางก้อนถ้วย มาขายที่สหกรณ์การเกษตรสตึก แม้ช่วงนี้ราคายางจะตกต่ำ โดยยางแผ่นดิบเหลือเพียงกิโลกรัมละ 53 บาท ยางก้อนถ้วย กิโลกรัมละ 21 บาท เนื่องจากส่วนใหญ่จำเป็นต้องนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว
ส่วนกรณีที่รัฐบาลออก 4 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง คือ 1. ขยายเวลามาตรการสนับสนุนสินเชื่อให้กับสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ออกไปอีก 3 ปี 2.มาตรการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยาง จากเดิมรัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวสวนยางและคนกรีดยาง 1,500 บาทต่อไม่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ในปีนี้จึงต้องการช่วยเหลือผู้ยังไม่ได้ลงทะเบียน เพื่อดูแลในลักษณะเดียวกันครอบคลุม 11,460 ครัวเรือน 3. การขยายเวลาชำระคืนหนี้เงินกู้จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการมูลภัณฑ์กันชนดูแลราคายางพารา ครบกำหนเดิมพฤษภาคมปี 2560 ออกไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 และขอให้กระทรวงคลังขยายเวลาค้ำประกันออกไปในช่วงเวลาเดียวกัน และ 4. โครงการให้สินเชื่อผู้ประกอบการยาง ผ่านธนาคารพาณิชย์ วงเงิน 10,000 ล้านบาท เริ่มจากเดือนพฤษภาคม-เมษายน 62 คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 วงเงินชดเชย 300 ล้านบาท หวังผลักดันให้ราคายางพาราขยับเพิ่มเป็น 70 บาทต่อกิโลกรัม นั้นมองว่าเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง และเป็นการช่วยเหลือแบบฉาบฉวยไม่ยั่งยืน หากจะช่วยเหลือเกษตรกรจริง ควรจะประกาศนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่าน่าจะช่วยเหลือได้อย่างยั่งยืนมากกว่านี้
นายโยธิน บตตะกาศ เกษตรกรชาวสวนยาง กล่าวว่า มาตรการที่รัฐออกมาเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่มีความยั่งยืนเพราะที่ผ่านมาพอถึงฤดูเปิดกรีดราคาก็จะตกต่ำทุกปี พอราคาตกต่ำทีรัฐบาลก็จะแก้ไขปัญหาเป็นครั้งคราวไม่ยั่งยืน ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาเดือดร้อนทุกปี จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการแก้ปัญหาราคายางแบบยั่งยืน โดยยางแผ่นดิบไม่ควรจะต่ำกว่ากิโลกรัมละ 70 บาท ยางก้อนถ้วยไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 40 บาทเกษตรกรผู้ปลูกยางจึงจะอยู่รอด




