วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

10 ปีของ “ออสเตรเลีย”ในเอเชียกับการตลาดที่ล้มเหลว

เป็นระยะเวลา 10 ปีแล้วที่ “ออสเตรเลีย” เข้ามาร่วมสังฆกรรมเกมลูกหนังในสมรภูมิแห่งเอเชีย (AFC) จุดประสงค์หลักๆของสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย(FFA)ที่พาชาติตัวเองมาโรมรันในภูมิภาคนี้

อย่างแรกคือการเพิ่มโอกาสไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เพราะการตบลูกไล่ในโซนโอเชียเนียแทบไม่ได้เป็นการันตีได้เลย เมื่อต้องไปเพลย์ออฟกับทีมที่แข็งแกร่งจากทวีปอื่น ดังนั้นการย้ายมาอยู่ในเอเชียที่การันตีโควต้าแล้ว 4 ทีมย่อมดีกว่า ขณะเดียวกันการที่ได้เผชิญทีมจากชาติเอเชียตะวันออก และตะวันออกกลาง ก็ทำให้ทีมทีมชาติในทุกรุ่น รวมถึงทีมระดับสโมสร ได้ขัดเกลาฝีเท้าไปด้วย อีกทั้งยังถือโอกาสโปรโมทฟุตบอล “เอลีก” ไปสู่ตลาดใหญ่อย่างเอเชียด้วย แต่หนึ่งทศวรรษให้หลัง คนในแวดวงลูกหนังออสซี่กลับมองว่า มีบางเรื่องที่ประสบความสำเร็จ บางอย่างยังย่ำอยู่กับที่ ขณะเดียวกันก็มีบางเรื่องที่มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ

 

ความสำเร็จตามเป้าหมาย

การปรากฏกายของฟุตบอลออสเตรเลียในการแข่งขันของเอเชียเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือน พฤศจิกายนปี 2006 ในรายการ “เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก” มีสองทีมที่เข้าร่วมแข่งขันคือ “ซิดนีย์ เอฟซี”และ “อเดเลด ยูไนเต็ด” ขณะที่ในการแข่งขันระดับทีมชาติชุดใหญ่คือฟุตบอล “เอเอฟซี เอเชียน คัพ 2007” หากนับเฉพาะผลงานความสำเร็จ รายการใหญ่ที่ทำได้คือ แชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2014 ของทีม “เวสเทิร์น ซิดนีย์ เอฟซี” ส่วนระดับทีมชาติชุดใหญ่ก็คว้าแชมป์ เอเอฟซี เอเชียนคัพ ปี 2015 สมัยล่าสุดมาครองได้ ขณะที่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็ได้เข้าร่วมตลอด ทั้งในปี 2010 และ 2014 ซึ่งก็มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะได้เล่นรอบสุดท้ายที่รัสเซียในปี 2018 นี่คือเรื่องที่ถือว่าประสบความสำเร็จ และเป็นไปตามเป้าหมาย

 

ความล้มเหลวในแชมเปี้ยนสลีก

แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา “เกร็ก กริฟฟิน” ประธานสโมสร อเดเลด ยูไนเต็ด ออกมาเปิดเผยว่าทีมออสเตรเลียที่ต้องไปเล่นในรายการ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก (ACL) ในปี 2017 ซึ่งได้แก่อเดเลด ยูไนเต็ด,บริสเบน รอร์ และ เวสเทิร์น ซิดนีย์ เอฟซี ต้องเผชิญภาวะขาดทุนมากกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อทีม เนื่องจาก FFA และ สหพันธ์ฟุตบอลเอชีย ให้การสนับสนุนไม่เพียงพอ

สาเหตุของการขาดทุนนั้นมาจาก ค่าเดินทางในเกมเยือนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่รายได้จากคนดูนัดเหย้านั้นก็กลับน้อยนิด เพราะทีมจากออสซี่ทั้งสามทีมมีแฟนบอลเข้าชมไม่เกิน 7 พันคนต่อนัดเท่านั้นในรายการนี้

อีกทั้งการที่สามทีมตกรอบแรกทั้งหมด นั่นหมายความว่าต้องสูญเสียรายได้ที่จะมาทดแทนค่าใช้จ่าย ทั้งจากโบนัสการแข่งขันและค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

การขาดทุนเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเพราะเคยหมายมั่นปั้นมือว่าวงการฟุตบอลออสเตรเลียจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากขุมทรัพย์ใน ACL ทั้งความสำเร็จ รายได้ ภาพลักษณ์ของผู้ชนะที่จะนำไปต่อยอด แต่ทุกอย่างกลับล้มเหลวทั้งหมด ซึ่งอีกหนึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำได้ดีคือผลงานสถิติของทีมอสเตรเลีย แม้ว่าเวสเทิร์น ซิดนีย์ เอฟซี จะเคยได้แชมป์มาหนึ่งครั้ง แต่ในภาพรวมมีเพียง 2 ทีมเท่านั้นที่ผ่านเกินรอบ 8 ทีมได้จาก 27 ทีมนับแต่ปี 2007

 

การขยายตลาดไม่ประสบความสำเร็จ

หากพิจารณาถึงฟุตบอลภายในประเทศของออสเตรเลียอย่าง “เอลีก” ที่ก่อตั้งขึ้นในฤดูกาล 2005-2006 แม้ว่าจะเป็นลีกที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมสูงที่สุดเป็นอันดับสามของเอเชียที่ 12,326 คน แต่เมื่อเทียบกับความนิยมกับกีฬาสุดฮิตในประเทศอย่าง “ออสซี่รูลส์” “คริกเก็ต” และ “รักบี้”  นั้นมีผู้ชมมากกว่าถึง 200% นั่นหมายถึงเม็ดเงินจากสปอนเซอร์ในประเทศก็จะเข้ามายังกีฬาสามประเภทดังกล่าวก่อน

สิ่งที่ปัญหาของฟุตบอลออสเตรเลียตอนนี้คือ “ความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์” โดยช่วงก่อตั้งเอลีก FFA สนับสนุนให้แต่ละสโมสรลงทุนกันอย่างสุดพลังเพื่อหวังให้เกมลูกหนังแจ้งเกิด และขยายตลาดไปสู่เอเชียใหได้ ซึ่งตัวอย่างใกล้ตัวคนไทยคือการไปค้าแข้งในเอลีกของ “สุรัตน์ สุขะ” หรือ “สุธี สุขสมกิจ” ในช่วงปลายปี 2000 นอกจากนี้ยังมีนักเตะอาเซียนอีกจำนวนหนึ่งก็เคยไปเล่นในแดนจิงโจ้ ก็เพราะมุ่งหวังขยายตลาดไปต่างประเทศ

แต่ทุกอย่างกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด จากสภาพการเงินที่เริ่มย่ำแย่ของแต่ละทีมทำให้ไม่สามารถดึงสตาร์ดังๆมาเพิ่มความน่าสนใจ นักเตะเอเชียที่ดึงมาไม่สามารถนำไปต่อยอดขยายตลาดได้ รวมไปถึงผลงานลุ่มๆดอนๆใน ACL ทุกอย่างมาจากการคาดการณ์ที่ผิดพลาด

 

เล็งดึงสตาร์เอเชียเพิ่มจุดขาย

FFA ยังคงพยายามที่จะตีตลาดเอเชียให้ได้ โดยในฤดูกาล 2018-19 จะหันมาใช้กฎผู้เล่นต่างชาติ 4+1 โดย 1 นั้นคือโควต้าเอเซีย เพราะหวังว่าจะทำให้ทีมออสเตรเลียมีนักเตะเอเซียเข้ามาเล่นมากกว่านี้ หลังจากที่ผ่านมามีแต่นักเตะออสเตรเลียที่หลั่งไหลไปทั่วเอเชีย แต่เรื่องเงินก็คือปัญหาเช่นเดิม เพราะเป้าหมายของ FFA อยากให้สโมสรดึงสตาร์ของชาติในเอเชียมาเล่นเป็นหลัก เพื่อหวังขยายตลาด โดยสตาร์เอเชียชื่อดังคนล่าสุดที่มาเล่นในเอลีก คิอ “ชินจิ โอโนะ” อดีตดาวเตะทีมชาติญี่ปุ่นกับทีมเวสเทิร์น ซิดนีย์ เอฟซี ช่วงปี 2012-2014

 

ภาวะทางด้านการเงินของเอลีกกำลังดูดีขึ้นเพราะทาง FFA เพิ่งต่อสัญญากับ “ฟ็อกซ์ สปอร์ต” ขยายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเอลีกไปจนถึงปี 2023 มูลค่า 346 ล้านดอลลาร์

จากเม็ดเงินดังกล่าว FFA เชื่อว่าบรรดาทีมในเอลีกจะเริ่มมีกำลังจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่อีกครั้งภายในสองปีข้างหน้า

รวมไปถึงโจทย์ใหญ่อีกเรื่องของออสเตรเลียที่ยังต้องเร่งพัฒนานั่นคือทีมฟุตบอลเยาวชนไม่ว่าจะเป็นรุ่น 16 ปี หรือ 19 ปี ที่ยังไม่เคยคว้าโทรฟี่ในภูมิภาคนี้ได้เลย เข้าสู่ทศวรรรษที่สองในเอเชียนี้คงจะได้รู้กัน