ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันโครงการติดสัญญาณดาวเทียมติดตัวตัวพะยูน ทุกฝ่ายทำงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพะยูนเป็นสำคัญที่สุด ยืนยันไม่เกิดอันตราย
และเป็นประโยชน์กับงานวิจัยในอนาคต เพื่อรักษาสัตว์ทะเลหายากให้อยู่คู่กับทะเลตรังตลอดไป ลดอัตราการตาย โดยการตายที่พบมาจากเครื่องมือประมง
วันที่ 29 พ.ค.60 จากกรณีที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ออกหนังสือชี้แจงผ่านทางเวปไซด์ของ สวทช.โดยประกาศยุติดำเนินการติดสัญญาณดาวเทียมพะยูน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง โดยให้เหตุผลว่ามีกลุ่มชาวบ้านออกมาคัดค้าน ยังมีข้อโต้แย้งด้านผลกระทบและยังหาข้อยุติไม่ได้ จึงได้หยุดการสนับสนุนและ ได้ประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้มีการทบทวนการติดสัญญาณดาวเทียมจากพะยูนครั้งนี้ เพื่อการอนุรักษ์พะยูนที่ยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตามเจตนารมณ์ของโครงการต่อไป อย่างไรก็ตามในการติดสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูนในครั้งนี้ ทีมงานสัตว์แพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมตรวจสุขภาพทั่วไป เก็บตัวอย่างเลือด ตัวอย่างดีเอ็นเอของพะยูน และร่วมควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิดด้วย
ด้าน รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในการร่วมทีมทำงานวิจัยพะยูนในครั้งนี้ ลำดับแรกที่ทุกคนตระหนักต้องการมากที่สุดคือ ความปลอดภัยของพะยูน ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่เราจะอนุรักษ์เขา ไม่ต้องการให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย ดังนั้นเวลาที่จะทำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ใช้ หรือแม้กระทั่งระยะเวลาต่างๆจะต้องมีการพัฒนาให้เหมาะสมที่สุด ให้เป็นมาตรฐานของนานาชาติ เพราะสิ่งที่เราตรวจในสำเนาแพทย์ เราตรวจว่ามีความเครียดเกิดขึ้นในตัวเลือดหรือเปล่า
ซึ่งเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน ว่า ฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดได้แสดงแล้วว่าด้วยวิธีการแบบนี้ พะยูนไม่ได้เกิดความเครียดเกินกว่าที่ในมาตรฐานสากลเลย ในเรื่องของความรู้สึกเป็นอีกเรื่องนึง แต่เรื่องที่ตรวจวัดได้เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก ซึ่งหลังจากที่ติดแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดูเฉพาะผลของดาวเทียม แต่มีการดำน้ำติดตามไปดูที่ตัวพะยูนด้วย และได้พบว่านอกจากจะได้ทราบแค่ 3 ตัวแล้วยังพบว่ายังมีฝูงพะยูนอยู่อีกด้วย จึงทำให้ได้เห็นพฤติกรรมของพะยูนชัดเจนขึ้นว่าไปใช้ชีวิตที่ไหน และประโยชน์ที่ได้รับเป็นการบริหารจัดการพื้นที่และการอนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านหลายๆ ฝ่ายได้ร่วมมือกันที่จะจำกัดพื้นที่เพื่อไม่ให้ไปรบกวนความเป็นอยู่ของพะยูน เพราะเชื่อว่าหลังจากจัดการพื้นที่ได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในเรื่องของการท่องเที่ยวต่างๆขึ้นได้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องการจัดการบริหารพื้นที่ และในส่วนของตนเองก็ยังไม่ห่วง
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัย จะข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาติดตาม การอยู่อาศัยหรือประชากรของมันพะยูนต่อไปว่า เป็นสัตว์ประจำถิ่น หรือมีการเคลื่อนย้ายจากถิ้นไหนไปถิ่นไหนหรือไม่ อย่างไร หรือมีพะยูนจากถิ่นอื่นเข้ามาในบริเวณพื้นที่หรือไม่ซึ่งถ้านักวิชาการทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ และมีข้อมูลมากเพียงพอจากการติดตามสัญญานดาวเทียมในหลายๆตัว และหลายๆระยะ จะเกิดประโยชน์เป็นกับการศึกษาวิจัยและวางแผนร่วมกันอนุรักษ์ต่อไปเป็นอย่างมาก และจะสามารถต่อยอดไปในเรื่องการศึกษาฮอร์โมนของตัวมันด้วยว่า ฤดูกาลผสมพันธุ์จะอยู่ตรงไหน หรือแม้กระทั่งจะกระตุ้นให้มีการผสมพันธุ์ได้อย่างไรโดยลักษณะทางธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากในการดูแลอนุรักษ์ต่อไป และที่ชัดเจนที่สุดคือ พะยูนที่ตาย ไม่ได้ตายจากการที่มีสัญญาณติดตามตัว แต่เกือบทั้งหมดตายเพราะติดเครื่องมือประมง เพราะฉะนั้นหากชาวประมงทั้งหลายที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวพะยูน ควรจะช่วยกันดูแลไม่ให้เครื่องมือประมงเข้าไปในบริเวณที่พะยูนอยู่
ซึ่งงานวิจัยจากทั้ง 3 หน่วยงาน คือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันทำมานานแล้ว ทั้งการเก็บดีเอ็นเอ การผ่าซากพะยูน แต่ในส่วนของการศึกษาพันธุกรรมของพะยูน ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ทำการผ่าซากพะยูนมาแล้วจำนวนมาก เท่าที่ทราบยังไม่ได้ทำการตรวจหรือวิเคราะห์ทางพันธุกรรม แต่ครั้งนี้ทีมแพทย์ได้ร่วมกับกรมอุทยานฯจะศึกษาวิจัยพันธุกรรมของมันด้วย ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาเป็นการ แต่อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์ทางดีเอ็นเอ และข้อมูลทั้งหมดจะไปรวมอยู่ที่กระทรวงทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นข้อมูลของประเทศไทยไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงอยากให้ทุกฝ่ายในจังหวัดตรังร่วมมือกันทำงาน เพื่อการอนุรักษ์พะยูนที่ยั่งยืนตลอดไป




