วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปสช.จัดหายารวมประเทศ ช่วยคนไทยเข้าถึงเพิ่มขึ้นกว่า 70 เท่า

เผยสปสช.จัดหายารวมประเทศ ช่วยคนไทยเข้าถึงเพิ่มขึ้นกว่า 70 เท่า ประหยัดงบกว่า 3 หมื่นล้านบาท

 หลังเกิดข้อเสนอที่จะยกเลิกไม่ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ดำเนินการจัดซื้อจัดหายาราคาแพงและยาที่มีความจำเป็น เพื่อใช้กับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง เนื่องจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เคยทักท้วงว่าการจัดซื้อยาของสปสช.) กรณีนี้ไม่สามารถจัดซื้อได้ เพราะในพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ไม่ได้กำหนดไว้ โดยจะให้คณะกรรมการร่วม 5 ส่วน คือ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สปสช. องค์การเภสัชกรรม(อภ.) โรงพยาบาลสังกัดคณะแพทยศาสตร์ และกระทรวงกลาโหมเข้ามาดำเนินการแทน

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) ภญ.เนตรนภิส สุชนวนิช อดีตรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวในการประชุมวิชาการ เรื่อง “การจัดหายาจำเป็นโดยสปสช.” จัดโดยกพย.ว่า ถ้ามีการต่อรองราคายาระดับประเทศเพื่อให้เข้าถึงยาราคาแพงและมีความจำเป็นนั้นองค์การเภสัชกรรม(อภ.)จะเป็นหน่วยงานที่ทำการต่อรองราคาแล้วสปสช.จะคืนกลับเป็นยาหรือวัสดุ ส่วนการจัดซื้อยาอีกแบบ คือ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นผู้ต่อรองราคายา โดยกำหนดเป็นราคากลางและให้แต่ละพื้นที่ไปต่อรองราคากันเองแล้วสปสช.คืนกลับให้เป็นเงิน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สปสช.ต่อรองราคายา แต่ช่วยในเรื่องการกำกับเรื่องงบประมาณ และประสานความร่วมมือ

“การจัดหายารวมระดับประเทศโดยเฉพาะยาราคาแพงและยาจำเป็นที่สปสช.ดำเนินการไม่ได้ทุกตัวยา มีรายการที่สปสช.ดำเนินการประมาณ 90 กว่ารายการ ครอบคลุมยาที่มีปัญหาการเข้าถึงในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้แก่ ยาราคาแพง เช่น กลุ่มยามะเร็ง ยาปฏิชีวนะ ยาเอดส์ ยาไต  ,ยากำพร้า เช่น ยาต้านพิษ เซรุ่มแก้พิษงู และวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่  คิดเป็นเพียง 4 %ของการบริโภคยาทั้งประเทศ”ภญ.เนตรนภิสกล่าว

ภญ.เนตรนภิส กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินการเมื่อมีการจัดหายาภาพรวมทั้งประเทศ เรื่องการเข้าถึงยา ในส่วนของยาบัญชี จ 2 หรือยาสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเฉพาะ จากเดิมมีคนเข้าถึงเพียง 800 ราย ปัจจุบันเข้าถึง 60,000 ราย เพิ่มขึ้นกว่า 70 เท่า  กรณียาต้านพิษและยากำพร้า ในช่วง 6 ปี ตั้งแต่ปี 2554 ช่วยให้คนรอด 17,000 คนจากเดิมต้องรอวาสนาจากไอวียูว่ารอดหรือไม่เพราะโอกาสรอดน้อยมาก สำหรับการประหยัดงบประมาณ   ยาบัญชี จ 2 ตั้งแต่ปี 2553 ประหยัดงบประมาณได้กว่า 7,000 ล้านบาท   ยาต้านไวรัสเอชไอวี(ARV) ตั้งแต่ปี 2552-2558  ประหยัดงบฯได้ 20,804 ล้านบาท

 ส่วนเซรุ่มแก้พิษงูเมื่อกระจายตามประชากรงูลดค่าใช้จ่ายจาก 78 ล้านบาท เหลือเพียง 22 ล้านบาทในปี 2556 ลดลงได้ถึง 50 ล้านบาท  และน้ำยาล้างไต ปัจจุบันราคาในตลาดอยู่ที่ 160-170 บาท สปสช.สามารถจัดหาได้ในราคา 113 บาท บวกค่าจัดส่งให้คนไข้ถึงบ้านผ่านไปรษณีย์ไทย 15 บาท ราคาโดยรวมก็ยังถูกกว่าราคาตลาด สามารถประหยัดงบฯ 800-1,050 ล้านบาทต่อปี รวมแล้วการดำเนินการที่ผ่านมาช่วยประหยัดงบประมาณได้ราว 38,800 ล้านบาท

ด้านนายธนพล ดอกแก้ว  ประธานชมรมเพื่อนโรคไต กล่าวว่า  กล้าพูดว่าไม่มีใครกล้าซื้อและต่อรองราคายาได้ดีเท่าสปสช.  เป็นหน่วยงานที่ช่วยให้คนไข้เข้าถึงบริการมากขึ้น  หากมีการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จึงมีความกังวลเรื่องการจัดซื้อยารวมของประเทศ หากเปลี่ยนจากสปสช.เป็ฯคนจัดซื้อแล้วให้รพ.เป็นคนจัดซื้อยาราคาแพงและยาที่มีความจำเป็น จะได้ราคาไม่แพงเหมือนกับการจัดซื้อยาภาพรวมประเทศที่สปสช.ดำเนินการหรือไม่ หากไม่สามารถจัดซื้อยาได้ในราคาถูก ภาระการจ่ายที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่คนไข้หรือไม่

“ที่ห่วงมากคือถ้าไม่ให้สปสช.จัดซื้อยาภาพรวมทั้งประเทศ จะทำให้คนไข่เข้าไม่ถึงยาและบริการ เช่น หากให้รพ.จัดซื้อยาที่มีราคาแพงและยาที่จำเป็นเอง รพ.จะกล้าจัดซื้อหรือไม่ เพราะยาบางชนิดขวดละเป็นหมื่น หรือเป็นแสน ขณะที่รพ.ได้รับค่าเหมาจ่ายรายหัวสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่เพียงแค่ 3 พันกว่าบาทต่อคนต่อปี ถ้ารพ.ไม่กล้าซื้อก็จะทำให้คนไข้เข้าไม่ถึงบริการยาที่มีราคาแพง อีกทั้ง ปัจจุบันรพ.บางแห่งก็เป็นหนี้บริษัทยา ถ้าเกิดวันหนึ่งเกิดกรณีคนไข้จำเป็นต้องใช้ยาแล้วรพ.จัดซื้อยาไม่ได้เพราะบริษัทไม่จัดส่งยาให้แล้วคนไข้จะทำอย่างไรอยากให้ผู้ใหญ่บ้านเมืองเห็นว่าสปสช.มีความจำเป็นและมีความสำคัญในการจัดซื้อยาราคาแพงและยาที่มีความจำเป็น”นายธนพลกล่าว