ลูกหนี้ "เจ๊สุ" ร้องสภาทนายความ อ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังศูนย์ดำรงธรรมไกล่เกลี่ย กลับเพิ่มหนี้ให้ชาวบ้าน
กรณีมีเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบคิดดอกเบี้ยโหดกับชาวบ้านในจังหวัดนครพนม และใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ มาใช้สารพัด เวลาลูกหนี้จะมาชำระ สั่งกำชับพนักงานอ้างว่าไปต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด หมายดึงเกมเพื่อยึดที่ดิน สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง จนลูกหนี้ฮึดสู้ลุกขึ้นต่อสู้ รวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองนครพนม เอาผิดเจ้าหนี้ในข้อหาฉ้อโกง จนกระทั่งวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนางสาวสุนภา หรือสุพิชญ์ฌา เรืองสุวรรณ หรือ อภิชัจฐ์โภคิน อายุ 56 ปี เจ้าของ บจ.มิตรศิลป์มอเตอร์ไซด์ เลขที่ 924/1-4 ถ.อภิบาลบัญชา เขตเทศบาลเมืองนครพนม เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 4 คูหา ซึ่งเป็นทั้งร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์และที่พักอาศัยของเจ้าแม่เงินกู้
ในเบื้องต้นได้ตรวจยึดเอกสารเกี่ยวกับการจดจำนองที่ดิน โฉนดที่ดิน เงินสด 420,000 บาท สมุดเงินฝากธนาคารจำนวนหนึ่ง เครื่องประดับ 11 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และ รถจักรยานยนต์มือสองกว่า 400 คัน ในโกดังขนาดใหญ่ ไว้ทำการตรวจสอบ ภายหลัง “เจ้สุ” ได้ยื่นประกันตัวด้วยวงเงิน 300,000 บาท ลูกหนี้ที่ทราบข่าว ทยอยเดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่จังหวัดสระบุรี ร้อยเอ็ด สกลนคร ฯลฯ และมีการแจ้งข้อหาฟอกเงินเพิ่มอีกหนึ่งคดี นอกจากนี้ทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครพนม เป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยปิดห้องคุยไม่ให้สื่อเข้าร่วมรับฟัง ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว
ล่าสุด วันนี้(24 พ.ค.60) นายวิทยา ดีมี ตัวแทนลูกหนี้ของเจ๊สุ เดินทางไปยังสวนชมโขงถนนอภิบาลบัญชา เขตเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานทนายความจังหวัดนครพนม พร้อมลูกหนี้จำนวน 33 ราย เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายธนคม รัตนเมธาวงศ์ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครพนม โดยมี นายณรงค์ ไชยตา ประธานที่ปรึกษาสภาทนายความฯออกมารับหนังสือแทน
โดยนายวิทยากล่าวถึงวัตถุประสงค์ว่า เหตุที่มายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความเนื่องจาก เกรงว่าชาวบ้านจะ ไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากเมื่อวานนี้(23 พ.ค.60) ศูนย์ดำรงธรรมได้มีการไกล่เกลี่ยลูกหนี้สองราย ที่ศาลากลางจังหวัดนครพนม ซึ่งในการไกล่เกลี่ยศูนย์ดำรงธรรม ได้นำมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ฟ้องบังคับลูกหนี้ ซึ่งเป็นยอดหนี้ที่เกิดจากการฉ้อแล และกลโกงของเจ้าหนี้ จนนำไปสู่การเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหนี้รายนี้ มาตั้งต้นแล้วทำการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยอ้างว่าลูกหนี้จะได้ลดจำนวนหนี้น้อยลง แต่กลับเป็นการเพิ่มมูลหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่มาขอไกล่เกลี่ย เพราะลูกหนี้ไม่ได้รับเงินจริงตามมูลหนี้ที่นายทุนอ้าง เพราะข้อเท็จจริงรายนางลัดดาวัลย์นั้นเป็นหนี้ เงิน 250,000 บาท แต่ได้ถูกบังคับขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ไปแล้วเป็นเงิน 190,000 บาท การที่ศูนย์ดำรงธรรมนำยอดที่นายทุนอ้างว่านางลัดดาวัลย์ เป็นหนี้รวมดอกเบี้ย เป็นเงินรวมเกือบห้าแสนบาท แล้วนำยอดนี้มาไกล่เกลี่ย จึงไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง
ซึ่งหลังไกล่เกลี่ย ก็ได้ เพิ่มหนี้ให้ลูกหนี้ เป็น 280,000 บาท การไกล่เกลี่ยครั้งนี้จึงไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักสากลในการไกล่เกลี่ย ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าขณะนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังเริ่มทำงานกับเจ้าหนี้รายนี้ เขาถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชน เพราะเหตุที่เขาได้ก่อกรรมไว้กับลูกหนี้ในลักษณะต่าง ๆ จนพนักงานสอบสวนเห็นว่าพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนจน นำไปสู่การขอศาลออกหมายจับและศาลอนุมัติหมายจับจนนายทุนรายนี้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น ทางตนและลูกหนี้ทั้งหมด จึงมาขอความเป็นธรรมจากนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย ให้ส่งทนายความมาช่วยเหลือ
ต่อมานายวิทยาและลูกหนี้ทั้งหมดได้ เดินทางไปยังลานพนมนาคา เพื่อสักการะองค์พญาศรีสัตตนาคราชและขอพรจากองค์พญาศรีสัตตนาคราช ให้ปกปักรักษา ลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้ บจ.ภูวษา , ร้านมิตรศิลป์ฯ ขอความเมตตาจากพญาศรีสัตตนาคราช ให้ช่วยลูกหนี้ให้ได้รับความยุติธรรม อย่าให้ความยุติธรรมถูกบิดเบือนไป ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยลูกหนี้ทั้งหมดให้รอดพ้นจากวิบากกรรมในครั้งนี้ ให้ได้รับโฉนดที่ดินคืนทุกคน ฯลฯ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันเดินทางกลับ




