เวย์น รูนีย์ : 13 ปี ในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด

เวย์น รูนีย์ : 13 ปี ในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรและทีมชาติอังกฤษ ผ่านการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกและเอฟเอ คัพอีก 1 ครั้ง นี่คือตัวเลขและสถิติที่ยากจะหานักเตะบนเกาะอังกฤษรายใดมาเทียบเคียงได้

อย่างไรก็ตาม บนวัย 31 ปี เวย์น รูนีย์ กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญกับเครื่องหมายคำถามบนเส้นทางการค้าแข้งครั้งใหญ่ ผลงานและเกียรติประวัติที่สั่งสมมาแทบหมดความหมายทันที เมื่อดาวยิงสูงสุดตลอดกาล 252 ประตู จากการลงเล่น 544 เกม ให้กับปีศาจแดง ต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นที่ถดถอยลงไปจากมาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ โดยซีซั่นนี้ภายใต้การคุมทีมของโชเซ มูรินโญ กุนซือชาวโปรตุเกส รูนีย์ ได้รับโอกาสลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 22 นัด ได้เป็นตัวจริงเพียง 12 เกม และยิงให้ทีมไปได้แค่ 4 ประตู น้อยที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาล่าตาข่ายในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อปี 2004 ซึ่งจากตัวเลขการทำประตูที่ตกลงไปอย่างน่าใจหายชนิดที่ใบเหลืองที่ได้รับซีซั่นนี้ (7 ใบ) ยังมากกว่าการพังตาข่ายของเจ้าตัว และบทบาทในทีมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่แฟน "เรด เดวิลส์" จะได้เห็นเจ้าตัวในสีเสื้อแมนฯยูไนเต็ด

เจ้าหนูมหัศจรรย์
เวย์น รูนีย์ ได้รับการเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นในทีมเยาวชนเอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่อายุ 11 ปี จากนั้นกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก ด้วยวัยเพียง 16 ปี กับอีก 360 วัน (ก่อนสถิติดังกล่าวถูกทำลายลงโดย เจมส์ มิลเนอร์ 16 ปี 356 วัน และ เจมส์ วอห์น 16 ปี 270 วัน ) แถมยังเป็นประตูในช่วงนาทีสุดท้ายที่ช่วยให้เอฟเวอร์ตัน เอาชนะอาร์เซนอล ที่ไม่แพ้ใครมา 30 เกม
นับตั้งแต่นั้นมา รูนีย์ ก็ถูกจับตามองจากสื่อมวลชนและได้รับการยกย่องให้เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการและได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี 2002 ด้วยเมื่อจบฤดูกาลแรก ด้วยทักษะลีลาที่ดีเกินวัย หัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญ สไตล์การเล่นดุดันไม่เกรงกลัวใคร กระทั่งปี 2004 แมนฯยูไนเต็ด ยอมควักเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,205 ล้านบาท) เป็นค่าตัวให้กับดาวเตะวัยเพียง 18 ปี ที่ได้รับการขนานนามว่าเจ้าหนูมหัศจรรย์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดี และการย้ายทีมในครั้งนั้นยังได้เปลี่ยนชีวิตของ รูนีย์ จากเจ้าหนูมหัศจรรย์ของวงการฟุตบอลอังกฤษสู่กองหน้าระดับโลกอีกด้วย

ดาวยิงสูงสุดทีมชาติอังกฤษ
เกมแรกที่ได้ลงเล่นในสีเสื้อสิงโตคำรามคือเกมอุ่นเครื่องกับออสเตรเลีย ในปี 2003 และเป็นอีกครั้งที่ทำสถิติเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษที่อายุน้อยที่สุด ก่อนจะโดนธีโอ วัลค็อตต์ ทำลายสถิติดังกล่าว โดยศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร 2004 ที่โปรตุเกส คือ ทัวร์นาเมนต์ที่แจ้งเกิดเต็มตัวในเวทีระดับชาติ โดยถูกเรียกตัวจากสเวน โกรัน อีริคส์สัน ให้เข้ามาติดทีมชาติ โดยมี ไมเคิล โอเวน สตาร์รุ่นพี่เป็นคู่หู
รูนีย์ ผลิตผลงานได้อย่างร้อนแรงและยังเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปด้วยเมื่อทำได้ 2 ประตูในเกมถล่มสวิตเซอร์แลนด์ 3-0 ก่อนมาถูก โยฮัน ฟอนลันเธน กองหน้าทีมชาติสวิสทำลายสถิตินี้ในอีก 4 วันถัดมา ฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นของรูนีย์ ทำให้ทีมชาติอังกฤษมีความหวังที่จะประสบความสำเร็จในเวทีระดับชาติอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ต้องฝันสลายเมื่อรูนีย์ เกิดได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับโปรตุเกส จนต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนามก่อนที่ทีมสิงโตคำรามจะตกรอบด้วยการพ่ายจุดโทษ
จากนั้น รุูนีย์ ได้โอกาสลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อีกหลายครั้ง ศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 3 สมัย (2006, 2010 และ 2014) ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย 2 สมัย (2012 และ 2016) แม้ไม่เคยพาทัพ "ทรี ไลออนส์" ประสบความสำเร็จได้เลย โดยดีที่สุดคือการพาทีมทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในบอลโลก 2006 แต่เจ้าตัวก็ได้ฝากผลงาน 53 ประตู ขึ้นทำเนียบดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ และตัวเลขดังกล่าวมีโอกาสที่จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เมื่อเจ้าตัวประกาศจะลงเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่รัสเซียเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายก่อนอำลาทีมชาติ

บทบาทในทีม
หลังจากประเดิมซัดแฮตทริกตั้งแต่เกมเปิดตัวนัดแรกกับปีศาจแดง ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่ถล่ม เฟเนร์บาห์เช 6-2 เวย์น รูนีย์ พาทีมเดินหน้าประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องและไม่เคยโดนลดบทบาทในแดนหน้าไม่ว่า“ปีศาจแดง”จะทุ่มทุนคว้าศูนย์หน้ารายใดเข้าสู่ทีมก็ตาม เจ้าตัวผ่านการเล่นร่วมกับ รุด ฟาน นิสเตลรอย, คริสเตียโน โรนัลโด, หลุยส์ ซาฮา, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ, คาร์ลอส เตเวซ และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี กระทั่งถึงยุคที่ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันวางมือพร้อมกับส่งไม้ต่อให้เดวิด มอยส์ จนมาถึงหลุยส์ ฟาน กัล เจ้าตัวก็ยังคงปักหลักเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมมาตลอด
แม้ยังคงได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่องแต่ รูนีย์ ต้องเผชิญกับการลงเล่นในตำแหน่งที่เปลี่ยนไป โดยในช่วง 4 ปีหลัง เจ้าตัวค่อยๆถูกลดบทบาทจากกองหน้าตัวจบสกอร์มาเป็นหน้าต่ำ กระทั่งถูกถอยมาเล่นในตำแหน่งกองกลางที่ตนเองไม่ถนัด โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 ในช่วงที่อดีตกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องการเปิดโอกาสให้ ฟาน เพอร์ซี รับบทกองหน้าตัวเป้า ทำให้จำเป็นต้องขยับ รูนีย์ ไปเล่นเป็นหน้าต่ำและมีบางครั้งที่ถูกโยกไปเล่นมิดฟิลด์ด้านขวา จนมาถึงยุคของ มูรินโญ รูนีย์ก็แปรสภาพเป็นเพียงอะไหล่สำรองอย่างเต็มตัว แม้กระทั่งเกมล่าสุดกับเซลตา บีโก ก็ไม่มีชื่อเป็น 11 คนแรก ก่อนถูกเปลี่ยนลงมาในครึ่งหลัง

รูนีย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมยูโรปา ลีกกับเซลตา บีโก ว่า เขาอยู่ที่นี่มา 13 ปี แน่นอนเขายังต้องการเล่นฟุตบอลและลงสนามในทุกเกม การหันหลังให้กับแมนฯยูไนเต็ดเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะทำ ฟุตบอลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและบางครั้งคุณต้องเจอกับความท้าทายที่แตกต่างออกไปในอาชีพการค้าแข้ง

ลีกจีน
สื่อเมืองผู้ดีหลายสำนักเชื่อว่าหาก เวยน์ รูนีย์ ซึ่งรับค่าเหนื่อย 260,000 ปอนด์ (ราว 11.6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เลือกหันหลังให้กับถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เจ้าตัวจะมี 3 ทางเลือกในการย้ายสู่สังกัดใหม่ แต่ที่น่าจะมีโอกาสมากที่สุดหนีไม่พ้นการโยกไปค้าแข้งยังไชนีส ซูเปอร์ลีก ของจีน โดยทีมอย่าง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์, ปักกิ่ง กั๋วอัน, เจียงซู ซู่หนิง และเทียนจิน เทนดา พร้อมทุ่มค้าจ้างมหาศาล 32 ล้านปอนด์(ราว 1,429 ล้านบาท) ต่อปีให้ดาวยิงทีมชาติอังกฤษพิจารณา ส่วนอีก 2 ทางเลือกคือกลับไปยังเอฟเวอร์ตันสโมสรที่แจ้งเกิดขึ้นมา และตัวเลือกสุดท้ายคือโยกไปค้าแข้งยังเมเจอร์ลีก สหรัฐ ที่ดูแล้วก็พร้อมทุ่มค่าจ้างให้เจ้าตัวเช่นกัน

จากนี้น่าสนใจว่า รูนีย์ จะเลือกเส้นทางการค้าแข้งของตัวเองอย่างไร ด้วยอายุเข้าสู่ปลายอาชีพการค้าแข้งและสภาพร่างกายที่ร่วงโรย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าฤดูกาลสุดท้ายของเจ้าตัวในถิ่นโอลด์ แทฟฟอร์ด กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้