6 แข้งดาวรุ่งพุ่งไม่ขึ้นเมืองผู้ดี

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างปั้นบรรดาดาวรุ่งมากหน้าหลายตาขึ้นมาแจ้งเกิดบนเวทียุโรปมากมาย
แฟนบอลได้เห็นการทำประตูของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ราฮีม สเตอร์ลิง ขึ้นมาสร้างสีสันให้กับแมนฯซิตี แต่ในทางกลับกันเราก็ได้เห็นเส้นทางการค้าแข้งของ แจ็ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์วัย 24 ปี ที่กำลังวิ่งสวนทางกัน
และวันนี้ขอนำเสนอ 6 แข้งดาวรุ่งที่ตอนแรกได้รับการจับตามองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก แต่สุดท้ายเส้นทางค้าแข้งกลับพลิกผันกลายเป็นแข้งโนเนมอย่างไม่น่าเชื่อ
6.เดวิด เบนท์ลีย์
ถูกยกให้เป็น"นิว เดวิด เบ็คแฮม” เมื่อตอนแจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ๆ สำหรับอดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ ที่ประกาศเลิกเล่นด้วย วัยเพียง 29 ปี ด้วยสาเหตุเบื่อหน่ายวงการลูกหนัง
เดวิด เบนท์ลีย์ โด่งดังขึ้นในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตามองของอาร์เซนอล โดยมาอยู่กับทีมตั้งแต่อายุได้เพียง 13 ปี กระทั่งฉายแววขึ้นทีมชุดใหญ่และมีโอกาสลงเล่นร่วมกับตำนานนักเตะชื่อดังของทีมปืนใหญ่มากมาย อาทิ เดนิส เบร์กแคมป์, เธียร์รี อองรี, ปาทริค วิเอรา โดยประตูที่ยิงใส่ มิดเดิลสโบรช์ ในถ้วยเอฟเอ คัพ เกมที่ อาร์เซนอล เอาชนะไป 4-1 เมื่อปี 2004 คือ ประตูแรกที่เขายิงได้กับทีมและทำให้ได้รับการจับตามองมาตั้งแต่นั้น
อย่างไรก็ตาม เบนท์ลีย์ ทำเรื่องฮือฮามากกว่านั้น เมื่อย้ายไปร่วมทีม ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ คู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน ด้วยค่าตัวสูงถึง 15 ล้านปอนด์ (ราว 658 ล้านบาท) แต่หลังจากนั้นชีวิตของเขากลับตกต่ำจนพเนจรย้ายไปร่วมทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัวอีกหลายครั้ง โดย แบลคเบิร์น โรเวอร์ส เป็นสโมสรสุดท้ายที่ลงเล่นกระทั่งถูกปล่อยตัวและไม่สามารถหาต้นสังใหม่ได้จนประกาศเลิกเล่นไปเมื่อปี 2014 พร้อมกับผันตัวไปทำร้านอาหารในประเทศสเปนอย่างเต็มตัว
5.ไมเคิล จอห์นสัน
อดีตเด็กปั้นของแมนเสเตอร์ ซิตี คือ มิดฟิลด์ประเภทบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ คล้ายกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด มีทักษะการเลี้ยงบอลชั้นดี และปิดสกอร์ได้อย่างเฉียบคม เขาเล่นได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาล 2006-07 และทำผลงานสม่ำเสมอจนได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นแกนหลักของทีมชาติในอนาคต
แต่แล้วจุดหันเหก็เกิดขึ้นจากพฤติกรรมนอกสนามทั้งดื่มเหล้าและติดพนัน จนถูกปล่อยตัวก่อนคริสต์มาส โดยครั้งหนึ่ง โจอี บาร์ตัน อดีตเพื่อนร่วมทีมเมื่อครั้งเล่นให้เรือใบสีฟ้าด้วยกัน ออกมากบอกวว่า จอห์นสัน คือตัวอย่างของนักเตะที่ล้มเหลวเพราะได้รับเงินและความกดดันมากเกินไปในวัยเท่านั้น
4.ไมเคิล มานเซียน
ได้รับการจับตามองว่าน่าจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักในแนวรับของทีมสิงโตคำรามเมื่อสิ้นสุดยุคของ จอห์น เทอร์รี และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ แต่สุดท้าย ไมเคิล มานเซียน กองหลังอดีตเด็กปั้นของเชลซี ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดขึ้นมาได้าเร็จ ก่อนถูกปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส, วูล์ฟแฮมตัน และเคยย้ายไปร่วมทีมฮัมบูร์กในเวทีบุนเดสลีกา มาแล้ว
ปัจจุบัน มานเซียน เป็นกำลังหลักให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ โดยฤดูกาลนี้ลงเล่นในลีกไป 21 นัด
3.นีล เมลเลอร์
แฟนหงส์แดงจดจำเขาได้ดีจากประตูที่ยิงจากระยะกว่า 30 หลา ผ่านมือ เยนส์ เลห์มันน์ นายทวารทีมชาติเยอรมนี ในเกมที่ลิเวอร์พูลเฉือนชนะอาร์เซนอล 2-1 เมื่อปี 2004 โดย นีล เมลเลอร์ โด่งดังขึ้นมาจากการยิงประตูถล่มทลายให้กับทีมสำรอง ซึ่ง เชราร์ อุลลิเยร์ อดีตผู้จัดการทีมในสมัยนั้นถึงกับยกให้เป็นเครื่องจักรถล่มประตูของทีมในอนาคต
อย่างไรก็ตามเจ้าตัวตัดสินใจย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์อันเป็นที่รัก ไปร่วมทัพเปรสตันในฤดูกาล 2006-07 ซึ่งที่นี่ เมลเลอร์ มีโอกาสลงสนาม 130 นัด ทำได้ 38 ประตู แต่สุดท้ายต้องประสบปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังจนต้องแขวนสตั๊ดไปในที่สุด
2.แมต เจนเซน
ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 1997-98 คริสตัล พาเลซ เคยยอมทุ่มเงิน 1 ล้านปอนด์ ( 43 ล้านบาท) ซึ่งในยุคนั้นถือว่าสูงมากทีเดียวสำหรับค่าตัวของแข้งเมืองผู้ดีรายนี้ และหลังจากโชว์ฟอร์มถล่มประตูให้กับ“ดิ อีเกิลส์ ” ได้เพียงฤดูกาล เดียวก็ถูกแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ซื้อไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 4.1 ล้านปอนด์ (ราว 180 ล้านบาท) และสามารถยิงประตูได้ตั้งแต่นัดเปิดตัวต่อหน้าแฟนกุหลาบไฟในเกมที่เสมอ สเปอร์ส 1-1 อย่างไรก็ตามฤดูกาลแรกกับแบล็คเบิร์น กลับไม่น่าจดจำเมื่อทีมจบอันดับ 19 ของตาราง และต้องร่วงตกชั้นจากลีกสุด
1. ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์
ถูกยกให้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงคนหนึ่งของวงการโดยเขาคือเจ้าของรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ ซิตี 4 ปีซ้อน แถมในฤดูกาลสุดท้ายกับทีมก่อนย้ายไป เชลซี นั้น เจ้าตัวยังทำผลงานได้ดีจนติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากการย้ายไปร่วมทัพสิงห์บลูส์ ก็ดูเหมือนว่า เขาจะเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างรวดเร็ว
แม้จบฤดูกาลแรกกับเชลซี ด้วยตำแหน่แชมป์พรีเมียร์ลีก ขณะที่ปีต่อมาได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ในเกมชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เวมบลีย์ รอบชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอ คัพ เบ็ดเสร็จลงเล่นไปทั้งหมด 125 นัดตลอดทั้งช่วง 3 ฤดูกาลที่อยู่ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่สุดท้ายไม่สามารถฉายแววได้เหมือนตอนแจ้งเกิดขึ้นมากับทีมเรือใบสีฟ้าจนปัจจุบันมาหากินในเวทีเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ของสหรัฐ
สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแข้งดาวรุ่งที่รอเวลาแจ้งเกิดนั้น ดูเหมือนเรื่องของฟอร์มการเล่นทืี่สม่ำเสมอจะไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตการค้าแข้งของพวกเขาสดใสในอนาคต เพราะยังมีเรื่องความแข็งแกร่งของสภาพจิตใจ ที่ต้องใช้ความอดทนอย่างหนัก เพื่อโอกาสก้าวขึ้นเป็นนักเตะระดับโลกในอนาคตแม้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม







