ตั้งคณะกรรมกลางฯ ดูแลกำกับการจัดซื้อยาจำเป็นที่ราคาแพงของสปสช. หลังถูกทักท้วง
ก่อนหน้านี้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เคยทักท้วงการจัดซื้อยาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กรณีจัดซื้อยาจำเป็นที่มีราคาแพง เพื่อใช้สำหรับผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองว่าสปสช.ไม่สามารถจัดซื้อได้
ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ตนได้เข้าหารือกับดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องยึดหลักไม่กระทบต่อการใช้ยาของประชาชน ในปีงบประมาณ 60 ให้สปสช.ดำเนินการเหมือนเดิมต่อไปก่อน แต่ต้องรวบรวมข้อมูล เอกสารรายงานทั้งหมดให้โปร่งใส ว่า ยาซื้อไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ต้องแจ้งให้หมด และเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ
รมว.สธ. กล่าวอีกว่า ส่วนปี 2561 ให้ตั้งคณะกรรมการร่วม 5 ส่วน คือ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สปสช. องค์การเภสัชกรรม(อภ.) โรงพยาบาลสังกัดคณะแพทยศาสตร์ และกระทรวงกลาโหม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะมีปลัด สธ. เป็นประธาน มาดูเรื่องการจัดซื้อยาดังกล่าว ซึ่งยาส่วนนี้เพียง 4.9 %ของการจัดยาทั้งประเทศ เหมือนจะไม่มาก แต่เป็นยาจำเป็นที่มีราคาแพง ทำให้ใช้งบฯสูงราว 9,000-10,000 ล้านบาท
"กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ สปสช.จัดซื้อได้ แต่ก็ทำมา 9 ปีแล้ว ดังนั้น ต้องทำให้ถูกต้อง คณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีกระบวนการจัดซื้อตั้งแต่ปี 2560 เพื่อให้สามารถสั่งซื้อได้ทันภายในปีงบประมาณ 2561 และในปี2562 ก็ต้องชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปีงบฯ 2561 ก็จะให้โอนกลับมาที่สธ. เพื่อให้เป็นแกนกลางในการทำงาน แต่ต้องมีสปสช. และทุกภาคส่วนร่วมมือกันเหมือนเดิม” นพ.ปิยะสกล กล่าว
ด้านนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า เดิมทีคตร.เคยทักท้วงมาว่า ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แต่หากเพื่อประโยชน์ของประชาชนก็สามารถดำเนินการได้ แต่อาจต้องแก้พ.ร.บ.ฯ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการสธ.ให้ความสำคัญ และมีนโยบายให้ร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน ทั้งสปสช. สธ. อภ. โรงเรียนแพทย์ และกระทรวงกลาโหม ในการจัดซื้อยากลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนที่สุด โดยเน้นย้ำว่า ต้องไม่กระทบต่อประชาชน กล่าวคือ การทำอะไรประชาชนจะต้องได้รับสิทธิตามเดิมหรือดีกว่าเดิม ดังนั้น ในปีนี้สปสช.ก็ยังจัดซื้อยาตามรูปแบบเดิม แต่ในปี 2561 ก็จะทำงานผ่านคณะกรรมการร่วมทุกฝ่าย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สปสช.จะให้ความร่วมมือในการทำงานตรงนี้
“สำหรับยากลุ่มนี้แม้มีสัดส่วนไม่มาก แต่งบประมาณอยู่ที่ราวหมื่นล้านบาท เนื่องจากเป็นยาที่มีจำนวนการใช้ไม่มาก แต่มีความจำเป็นสูง ทั้งยาต้านพิษ รวมไปถึงวัคซีน ที่โรงพยาบาลจัดซื้อเองไม่ได้ เพราะจะต้องมีเรื่องการจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ จึงต้องเป็นส่วนกลางจัดซื้อและกระจายผ่านโรงพยาบาลใหญ่เป็นเครือข่ายจัดส่งต่อนั่นเอง” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการสปสช. กล่าวว่า ระบบเดิมดีอยู่แล้ว ทำไมจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบ ทำไมไม่ให้สปสช.ดำเนินการต่อไป และหากจะดำเนินการปรับปรุง ก็ควรจะเพิ่มในเรื่องการต่อรองราคายาในกองทุนที่เหลืออีก 2 กองทุน คือ กองทุนประกันสังคมและสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อให้ 2 กองทุนที่เหลือได้ซื้อยาราคาไม่แพงเกินไปด้วย




