มะม่วงแก้วขมิ้นอนาคตสดใส ตลาดอาเซียนต้องการสูง

มะม่วงแก้วขมิ้นอนาคตสดใส ตลาดอาเซียนต้องการสูง

เปิดงานวิจัยมะม่วงแก้วขมิ้นปลูกในไทย คุณภาพเยี่ยมวิตามินซี - แคโรทีนอยด์สูงรสชาติไม่แตกต่าง ด้านเกษตรกรชี้ตลาดต้องการปริมาณมาก ลงทุนปลูกไม่เกิน 3 ปีคืนทุน ดูแลง่ายให้ผลตลอดทั้งปีเป็นพืชเศรษฐกิจ หนุนรัฐบาลส่งเสริมเกษตรกรอย่างจริงจัง

วันที่ 3 พ.ค. 60 ที่ไร่บริพัฒน์ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ผศ.ดร.อุบล ชินวัง หัวหน้าโครงการวิจัยการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ระหว่างการเก็บรักษาของมะม่วงตัดแต่งพันธุ์แก้วขมิ้น พร้อมด้วยอาจารย์สาธิตพสุวิทยกุลอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคพืช และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และนักศึกษาภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนำผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ มามอบให้กับนายบริพัฒน์ ธัญญอุดม เจ้าของไร่บริพัฒน์และนางระพีพรเชตุราชผู้จัดการไร่ เป็นผู้รับมอบพร้อมเปิดเผยผลการวิจัยที่นับเป็นนวัตกรรมใหม่ของมะม่วง ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ รสชาติ และคุณประโยชน์จากมะม่วงแก้วขมิ้นที่ปลูกในประเทศไทย เปรียบเทียบกับแหล่งต้นกำเนิดประเทศกัมพูชา ที่พบว่ามะม่วงแก้วขมิ้นที่ปลูกในประเทศไทยรสชาติ ขนาดและความสมบูรณ์ของผลมะม่วงไม่แตกต่างกัน

ผศ.ดร.อุบลชินวังหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่าโครงการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ ระหว่างการเก็บรักษามะม่วงตัดแต่งพันธุ์แก้วขมิ้น โดยคณะผู้อำเนินการวิจัยมีอาจารย์จำนงค์จันทะสี และอาจารย์สาธิตพสุวิทยกุลเป็นผลงานการวิจัยโดยภาควิชาพืชสวนคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2559 ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่มุ่งศึกษาวิจัยในด้านคุณภาพ คุณประโยชน์ของมะม่วงพันธุ์แก้วขมิ้นเปรียบเทียบที่ปลูกในแหล่งต้นกำเนิด จังหวัดอุดรมีชัยประเทศกัมพูชาและที่ปลูกในประเทศไทยโดยเลือกพื้นที่ในเขตไร่บริพัฒน์อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ซึ่งได้ดำเนินการปลูกมา 6 ปี อย่างไรก็ตามในความนิยมจะพบว่าประชาชนในประเทศไทย จะนิยมรับประทานผลดิบมากกว่าผลสุก ขณะที่ประเทศอาเซียนและในกลุ่มประเทศเอเชียจะนิยมผลสุกที่แปรรูปแบบอบแห้ง ทำให้มีความต้องการของตลาดสูง

“ในการวิจัยผ่านการทดลองพบว่าผลผลิตมะม่วงมีความใกล้เคียงกันแต่ที่ปลูกในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ น้ำหนัก ขนาดผลมากกว่า ขณะที่สีเหลืองของมะม่วงที่ปลูกในจังหวัดอุดรเมียนชัยมีความเข้มกว่า ขณะที่ลักษณะทางเคมีของเนื้อผลที่โดดเด่นพบว่าปริมาณวิตามินซี ที่จ.กาฬสินธุ์มีมากถึง 13.95 เอขณะที่ของอุดรเมียนเจย ประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 7.32 บี ส่วนความสามารถต้านอนุมูลอิสระ หรือสารแคโรทีนอยด์ มะม่วงที่ปลูก ในจ.กาฬสินธุ์มีมากถึง 688.52 ขณะที่นำมาจากประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 431.03 เป็นตัวเลขที่ออกมาน่ายินดีนับว่าประเทศไทยเหมาะสำหรับปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเป็นอย่างดี” ผศ.ดร.อุบลฯ กล่าว

ด้านอาจารย์สาธิต กล่าวว่าเทคโนโลยีการปลูก การจัดการดูแล และการเก็บผลลิตของประเทศไทย ยังถือว่าก้าวหน้ากว่าแหล่งต้นกำเนิดมะม่วงแก้วขมิ้นในประเทศกัมพูชามาก เพราะยังขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 6 ปีจึงจะได้ออกผลผลิต ขณะที่ประเทศไทยมีทั้งการตอน เสียบกิ่ง ติดตา ที่มีระยะเวลา 3-4 ปีสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ความพิเศษของสายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นต้องบอกว่าทนแล้ง ปรับสภาพได้ดี ให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้งโดยไม่ต้องทำวิธีนอกฤดูส่วนการให้ผลผลิตเป็นแบบทวาย หาปลูกในแบบเศรษฐกิจใช้ระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต 2-3 ปี น่าจะคุ้มกับการลงทุนแล้วความดกให้ผลโตน้ำหนักดีจะพบว่าบางต้นให้ผลผลิตมากถึง 100 กก. ส่วนขั้นต่ำอยู่ที่ 40-50 กก.ต่อต้น แต่หากมองตัวเลขแล้วประเทศไทยมีการนำเข้ามะม่วงสายพันธุ์นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยล่าสุดปี พ.ศ. 2557 นำเข้ามากถึง 90,464 กก. ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากไม่ว่าจะเป็นอาเซียนและในเอเชีย

ด้านนายบริพัฒน์  ธัญญอุดม  เจ้าของไร่บริพัฒน์ กล่าวว่า ้ มีการสำรวจตลาดก่อนที่จะดำเนินการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นภายในส่วน โดยขณะนี้พื้นที่ปลูกมะม่วงจาก 200 ไร่ ได้ขยายเพิ่มเติมไปอีกปัจจุบันเกือบ 500 ไร่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการตลาดทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศปัจจุบันทางไร่บริพัฒน์ ขายมะม่วงแก้วขมิ้นออกตลาดทั้งขายส่งและขายปลีก ขณะที่กลุ่มนายทุนโรงงานใหญ่มีความต้องการมาก เกษตรกรและพื้นที่ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นยังมีน้อย จึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตามสัดส่วนของการนำเข้า มะม่วงแก้วขมิ้นมายังประเทศไทยสูงเกือบ 100,000 ตันต่อปีขณะที่ประเทศไทยเองปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ แต่ส่งออกได้เพียงร้อยละ 2 ซึ่งในส่วนตัวมองว่าหากรัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง และรวดเร็วอาจจะทำให้ประเทศไทยสามารถแย่งตลาดการค้าได้ โดยเฉพาะนวัตกรรมของเกษตรกรประเทศไทย ที่ก้าวหน้ายิ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นได้ดียิ่งขึ้น