พ่อดูแล 'น้องอิคคิว' เจ้าชายนิทรานาน4 ปี ไม่ท้อไม่หมดหวัง

พ่อดูแล 'น้องอิคคิว' เจ้าชายนิทรานาน4 ปี ไม่ท้อไม่หมดหวัง

พ่อต้นแบบ ดูแลลูกชายป่วยเป็นเจ้าชายนิทรามานานกว่า 4 ปี หลังลูกชายกินเต้าหู้ปลาติดคอ จนขาดอากาศหายใจ แม้เหนื่อยแค่ไหนก็ทน

หลังจากที่มีข่าวพ่อแท้ๆ ทำร้ายร่างกายลูกชายวัย 1 ขวบ 9 เดือน ที่พิการทางสมองตั้งแต่เกิด โดยผู้เป็นแม่เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวพ่อรายนี้ได้ โดยอ้างว่าเกิดจากความเครียด ที่ต้องลาออกจากงานเพื่อเลี้ยงดูลูกที่พิการ โดยผู้เป็นแม่เป็นผู้ที่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ซึ่งทางตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ พระราชบัญญัติความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งสังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นมา ต่างกับครอบครัวหนึ่งใน จ.อุดรธานี คือครอบครัวของ คงศักดิ์ นิมิตรเกษม หรือ คุณพ่อตั้ม ที่ผู้เป็นพ่อต้องดูแลเลี้ยงดู น้องอิคคิว ลูกชายวัย 9 ขวบเศษ ที่ป่วยเป็นเจ้าชายนิทราไม่รู้สึกตัวตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ โดยวันที่ 14 กันยายน 56 เนื่องจากกินเต้าหู้ปลาติดคอ หายใจไม่ออกทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ แต่หมอปั้มหัวใจฟื้นมาได้ แต่ลูกชายต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรามานานเกือบ 4 ปี ซึ่งทางผู้เป็นพ่อตั้งออกจากงานมาดูแลลูกชาย และผู้เป็นแม่ต้องเป็นคนที่ทำงานเลี้ยงดูครอบครัว ที่ยังมีลูกสาวอีกคน ที่กำลังเรียนหนังสือชั้น ป.1 แต่ครอบครัวนี้ ทั้งผู้เป็นพ่อและแม่ ที่ดูแลลูกชายที่ป่วยด้วยความรักความห่วงใยตลอดเวลาเกือบ 4 ปี ที่น้องอิคคิวป่วย

คุณพ่อตั้ม คงศักดิ์ นิมิตรเกษม เล่าถึงชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเกือบ 4 ปีว่า ตอนนั้นน้องอิคคิวเล่นกีฬากลับมาเหนื่อย ๆ แล้วหิวรีบกินอาหารเข้าไปจนทำให้ติดคอ หายใจไม่ออกขาดอ๊อกซิเจนจนหัวใจหยุดเต้น แล้วเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จนทำให้น้องอิคคิวเป็นเจ้าชายนิทรามาถึงวันนี้ ซึ่งหลังจากนั้นทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่เราต้องแบ่งหน้าที่กัน เรามีลูก 2 คน ภรรยาก็ดูแลลูกสาวเป็นหลัก ส่วนตนก็ออกจากงานมาดูลูกชายเป็นหลัก เพราะว่าเขาช่วยตัวเองไม่ได้เลย โดยภรรยาเป็นคนทำงาน โดยตนจะดูแลลูกชายอยู่ที่บ้าน ซึ่งทางภรรยาหลังเลิกงานกลับมา ก็จะมาช่วยตนดูลูกชายผลัดกันดูแล

“ทุกอย่างที่ทำแป็นแขนเป็นขาให้กับเขา เพราะลูกทำได้เองเพียงแค่ขับถ่ายและหายใจเท่านั้น การทำกายภาพ ป้อนข้าว ดูแลเรื่องสุขภาพ ตนจะทำทุกอย่างให้เขา คอยจัดตารางให้กับเขา ตารางชีวิตเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามลูกชาย เพราะเขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ การหลับการตื่น ตัวเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามลูกด้วย” 

พ่อตั้ม บอกอีกว่า ที่ผ่านมาพูดตรงๆ เราก็มีเหนื่อยมีท้อบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่หนักคือช่วงปีแรกที่ลูกป่วย จากเดิมที่เราดูแลลูกที่เป็นปกติวิ่งเล่นทำอะไรได้ แต่กลายเป็นต้องมาดูแลลูกที่ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มาหนักเรื่องการเรียนรู้ การดูแลผู้ป่วยนอนติดเตียงต้องทำอย่างไร โภชนาการ การทำกายภาพ การรักษาสุขภพให้ร่างกายภายนอกต้องแข็งแรงที่สุด เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงจะมีปัญหาเรื่องปอดติดเชื้อ แผลกดทับ แต่พอเราเรียนรู้ได้แล้ว ที่เหลือก็อาศัยแค่แรงกายแรงใจที่ต้องนำมาใช้ดูแลลูก ลูกเขาเหมือนเป็นครูให้เรา เราเรียนรู้จากสิ่งที่เขาไม่สามารถบอกเราได้ เราทำถูกใจสุขภาพเขาแข็งแรง เขาก็จะมียิ้มให้เราเห็นบ้าง เหมือนว่าเราทำมาถูกทางนะ 

“เมื่อลูกมาป่วย มันเหมือนกับจุดเปลี่ยนของชีวิตเราเลย ไม่เคยคิดว่าชีวิตเราต้องมาอยู่อย่างนี้ ที่ต้องมาดูแลลูกที่ป่วย มองอนคตไม่เห็นว่า ชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไร จะไปต่ออย่างไร เราเลยต้องมาวางแผนชีวิตใหม่ ตอนที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ทีแรกเราก็รับไม่ได้ คิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี แต่ช่วงแรก ๆ คิดแต่เพียงว่าจะต้องดูแลให้ได้ แต่ดูแลแบบทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ที่ต้องมาเรียนรู้เรื่องต่างๆ การดูแลผู้ป่วยนอนติดเตียง เห็นลูกทุกวันที่ป่วยต้องมาสงสาร เสียใจ ช่วงแรกมันเป็นช่วงที่หนักที่สุด แต่พอเรามาสังเกตดูว่า ถ้าเรานั่งร้องไห้ หรือแสดงพลังด้านลบให้ลูกเห็น ที่มีแต่ความเสียใจอะไรอย่างนี้ สุขภาพลูกที่ไม่ดีอยู่แล้ว กำลังใจของเขาก็ไม่มี เราเลยต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นอะไรก็ได้ ต้องสดใจ อยู่ใกล้เขาก็ต้องยิ้มเข้าไว้ ต้องเป็นกำลังใจให้กับเขา”

พ่อตั้ม บอกอีกว่า ที่ผ่านมาเราก็เคยเกิดความเครียด เครียดจนแบบว่าสุขภาพร่างกายที่แย่อยู่แล้ว สุขภาพใจมันก็ไปไม่ไหว เครียดจนแบบทำอะไรก็มืดไปหมด มีช่วงหนึ่งที่ร่างกายเราไปไม่ไหวแล้ว เพราะจากชีวิตที่เคยเป็นปกติ แต่กลับต้องมาดูผู้ป่วยในระยะเวลาที่ยาวนาน มันเกิดความเครียดสะสม มันมีทั้งอารมณ์ดีใจ โมโห เสียใจ ถาโถมเข้ามา จนเราไม่เป็นตัวเอง วันหนึ่งแบบร่างกายเราไม่ไหวแล้ว เราไม่ได้นอนมาหลาย ๆ คืน พอลูกหลับ ตัวเราร่างกายจะน๊อคแล้ว เราจึงถามกับตัวเองว่า ทำไมลูกถึงสุขภาพไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่เราดูแลเขาอย่างดี มันเหมือนบั่นทอนกำลังใจของเราว่า “ทำไมป๊าดูแลหนูดี แต่หนูไม่ดีขึ้นเลย ป๊าผิดตรงไหน” จนเราต้องมาตั้งสติถามตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิต วันนี้ความรักที่เรามีให้กันมันมาน้อยแค่ไหน คิดย้อนไปถึงวันที่เรามาอยู่อุดรใหม่ๆ ตอนที่ลูกยังสบายดี ตอนที่เราต้องลำบากไปขายของเล่นที่หน้าโรงเรียน แม้ฝนตกเราก็ต้องไป เพราะอยากได้เงิน ตอนเช้าเราไปขายของเล่น ลูกก็ไปอยู่ด้วย ลูกก็ไม่เคยบ่นไม่เคยท้อเลย ทำให้เรานึกถึงตรงนั้น ตอนที่เราลำบากลูกก็ไม่เคยทิ้งเรา เมื่อตอนที่เขาลำบากเราถามใจตัวเองว่า เพราความรักเรามีมากน้อยแค่ไหน