อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมติดตั้งสัญญาณติดตามตัวพะยูนรอบใหม่ พร้อมเก็บตัวอย่างเลือด ดีเอ็นเอพะยูนและเต่าทะเลไปศึกษาวิจัย เดินหน้าอนุรักษ์พะยูน แหล่งหญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายากอย่างยั่งยืน
นายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ รศ.สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมทีมสัตว์แพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูดรล์ รัตนทัศนีย์ ครูผู้มีชื่อเสียงด้านการผลิตสื่อภาพยนตร์ และ ครูสอนดำน้ำ และภาคีเครือข่ายตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดตรัง ร่วมกันจัดทำโครงการ เพื่อการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนบริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดตรัง ด้วยการจับพะยูนติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยทำการติดตั้งมาแล้วครั้งหนึ่งจำนวน 3 ตัว เมื่อปี 2558 แต่ถูกชาวประมงพื้นบ้านที่เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพะยูนออกมาคัดค้าน และมีการถอดสัญญาณดาวเทียมดังกล่าวออกจากตัวพะยูนทั้ง 3 ตัวออกไป หลังจากติดตั้งไปได้ประมาณเดือนเศษ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลวิจัยเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง
ต่อมาทางอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน รวมทั้งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นว่าข้อมูลที่ได้ในเบื้องต้น เกิดประโยชน์อย่างมากในการศึกษาวิจัย และร่วมกันจัดการทรัพยากรชายฝั่งและสัตว์ทะเลหายากฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่างพะยูน และหญ้าทะเลให้สามารถคงอยู่อย่างยั่งยืนในทะเลจังหวัดตรังและประเทศไทยตลอดไป จึงมีการจัดทำโครงการติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูนอีกครั้งในปีนี้ โดยมีเป้าหมายจะติดเครื่องมือติดตามตัวพะยูนจำนวน 3 ตัว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.60 ที่ผ่านมา จนกระทั่งสามารถจับพะยูนติดตั้งสัญญาณดาวเทียมได้แล้ว 1 ตัว เมื่อวันที่ 7 เม.ย.60 บริเวณหาดหยงหลำ เขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เป็นพะยูนเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 200 – 250 กิโลกรัม ยาว 2.57 เมตร และเต่าตะนุ เพศเมียอีก 1 ตัว น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม พร้อมมีการเก็บตัวอย่างเลือด ตัวอย่างดีเอ็นเอ ตรวจวัดขนาด ตรวจสุขภาพทั่วไป พร้อมถ่ายภาพเก็บบันทึกทั้งบนน้ำและใต้น้ำ เพื่อนำข้อมูลไปศึกษาวิจัยต่อไป โดยใช้เวลาในการดำเนินการติดตั้งทั้งหมดประมาณ 11 นาทีก็แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ พบว่าทั้งพะยูนและเต่าตะนุเป็นตัวโตเต็มวัย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ทีมงานนักวิชาการออกปฏิบัติการจับพะยูนด้วยอวน พบเห็นพะยูนนับ 10 ตัว รวมทั้งพะยูนคู่แม่ลูก และเต่าทะเลอีกจำนวนมาก ที่ว่ายน้ำหากินอยู่อย่างชุกชุมทั่วบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ตลอดบริเวณแนวชายฝั่งบ้านเกาะมุกด์ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง – บริเวณอ่าวหยงหลำ เขตอุทยานฯ
นายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวว่า ในปีนี้ทางอุทยานฯมี การจัดประชุมและทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงมีตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ร่วมทำงานด้วย ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าที่จะจับพะยูน รวม 3 ตัว ใน 3 ชุมชนหลัก ติดพื้นที่ 2 อำเภอ ที่มีแหล่งหญ้าทะเล และพะยูนเข้าไปอาศัยและหากินอยู่ ซึ่งจะสามารถศึกษาพะยูนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้อย่างครอบคลุม คือ อ.กันตัง – อ.สิเกา จ.ตรัง ประกอบด้วย บริเวณหาดหยงหลำ ต.เกาะลิบง ซึ่งจับสำเร็จแล้วในวันนี้ (7 เมย.) และตั้งชื่อว่า “จักรี” เพราะความพยายามจะจับตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย.60 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันจักรี เพื่อเป็นที่ระลึก สำหรับการจดบันทึกศึกษาวิจัยต่อไป ส่วนตัวที่ 2 - 3 จะไปดำเนินการติดตั้งในพื้นที่บ้านเจ้าไหม ต.ไม้ฝาด และบ้านปากคลอง ต.บ่อหิน อ.สิเกา
ทั้งนี้ เพื่อศึกษาวิจัยวิถีชีวิตของพะยูนทั้ง 3 แหล่งว่า มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงแหล่งอาศัย แหล่งหากิน และแหล่งหลับนอนร่วมกันหรือไม่ หรือมีพฤติกรรมหากินอย่างไร ในบริเวณพื้นที่ทะเลตรัง ซึ่งมีแหล่งหญ้าทะเลอาหารของพะยูนผืนใหญ่ที่สุดเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ และมีพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอาศัยอยู่รวมประมาณกว่า 150 ตัว โดยแต่ละตัวจะสามารถส่งข้อมูลให้ทางนักวิชาการได้ศึกษาติดต่อกันประมาณ 90 วัน หรือ 3 เดือน ซึ่งในระยะเวลา 90 วันนี้ จะเป็นรอยต่อระหว่างฤดูแล้ง กับฤดูมรสุม ซึ่งจะได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่าของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็จะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์พะยูนให้เป็นมาตรฐานสากลต่อไป
ซึ่งผลของติดตั้งครั้งที่แล้ว (ปี 2558) เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นมา จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกฝ่ายจะได้คำตอบกลับคืนมาแล้วว่า อุทยานฯติดทำไม ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำเป็นจะต้องใช้ในการบริหารจัดการอนุรักษ์พะยูนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนำมาผนวกกับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ก็จะยิ่งทำให้ข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือมากขึ้นในระดับโลก ซึ่งต่างประเทศก็ใช้วิธีการติดสัญญานในลักษณะเดียวกัน โดยเรามีนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์น้ำ อย่าง รศ.สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมทีมสัตว์แพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมทำงานด้วย ทั้งการเจาะเลือด วัดขนาด เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ซึ่งข้อมูลที่จะได้นั้นถือว่าเป็นข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ทางและเป็นการพัฒนาการศึกษาสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูนและเต่าทะเลขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งก็จะเอาไปใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกัน และจะมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาในภายหน้าให้เห็นว่าแต่ละตัวทั้งเต่าทะเล และพะยูน จะเอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างไรบ้าง
เมื่อการอนุรักษ์ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ขั้นต่อไปจะร่วมกับทีมศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตว์แพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากขึ้น เพื่อไว้สำหรับการดูแลช่วยเหลือกรณีพบเต่าทะเล พะยูน และโลมา ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากที่มีเป็นจำนวนมากในทะเลตรัง หรือสัตว์ทะเลประเภทอื่นๆ ที่มีอาการบาดเจ็บ จะได้มีการอนุบาลรักษาในเบื้องต้นได้อย่างทันท่วงที ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายและลดดัตราการตายของสัตว์ทะเลหายากต่อไป ซึ่งเบื้องต้น ทางอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมได้ตั้งงบประมาณเไว้จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่จะใช้ โดยมีทีมสัตว์แพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวอีกว่า การทำงานครั้งนี้ มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจทุกฝ่าย รวมทั้งชุมชนก็ได้เรียนรู้ร่วมกันว่าเราควรจะร่วมกันอนุรักษ์อย่างไร มีการส่งตัวแทนมาร่วมทำงานด้วยในวันแรก ได้เห็นขั้นตอน วิธีการจับพะยูนร่วมกันว่าไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวพะยูน ส่วนสายที่ติดตั้งสัญญาณติดตามตัวยาวประมาณ 3 เมตร ก็เป็นขนาดมาตรฐานที่ใช้กันหลายประเทศ ไม่เกิดปัญหาขณะว่ายน้ำหากิน เพราะพะยูนเวลาหากินหรือหลับนอนจะยาวประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเมื่อมีการติดตั้งสำเร็จแล้ว ก็จะมีหน่วยเฝ้าระวัง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ซึ่งเป็นพี่น้องประมงพื้นบ้านร่วมกันตรวจสอบดูแลความปลอดภัยในทุกจุดทางทะเล โดยข้อมูลทางดาวเทียมจะบอกได้ว่า บริเวณไหนเป็นแหล่งอาศัยหากิน ก็จะมีเรือออกตรวจลาดตระเวนและประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง ถ้ามีกระชังที่เป็นเชือกขึ้นมาก็จะต้องช่วยกันปลดออก เพื่อไม่ให้มีการเกี่ยวติดพันกัน จึงขอให้ประชาชนร่วมกันดูแล เพราะจะได้ประโยชน์ร่วมกัน
ซึ่งในระยะ 1-2 ปี ที่ผ่านมา จากการบินสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ใช้เครื่องบินในการบินสำรวจ ประกอบกับข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนตลอดเวลาทำให้พบว่า ประชากรสัตว์น้ำโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในบริเวณอ่าวหยงหลำ เขตอุทยานฯหาดเจ้าไหม ซึ่งมีการวางทุ่นกำหนดกรอบเป็นแหล่งอนุรักษ์หญ้าทะเล และพะยูน โดยความร่วมมือของชาวบ้านด้วยนั้น พบว่ามีสัตว์น้ำทุกชนิด เต่า และพะยูนเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยใน 1 – 2 วันที่ออกทำงานติดตามพะยูนติดสัญญานดาวเทียมพบพะยูนนับ 10 ตัว และเต่าทะเลอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เพราะหญ้าทะเลนอกจากเป็นแหล่องอาหารของพะยูนและเต่าทะเลแล้ว ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตรัง
ด้าน รศ.สัตวแพทย์หญิงนันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คราวที่แล้วมาปลด แต่ครั้งนี้มาร่วมติดตั้งด้วย ซึ่งก็พบว่าครั้งแรกที่ได้มีการติดตั้งสัญญาณแม้จะไม่นาน แต่ข้อมูลทางดาวเทียมที่ได้เป็นประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน โดยเฉพาะพื้นฐานด้านนิเวศก์วิทยาของพะยูน ทำให้ทราบว่าพะยูนกินนอนอย่างไรในเวลากลางวัน กลางคืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมาก เพราะจะทราบว่าเรือ การทำประมง กับพะยูน และแหล่งหญ้าทะเลที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์มากที่สุดนั้นอยู่ตรงไหน อย่างไร
ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่ได้ข้อมูลเฉพาะของตัวพะยูน ครั้งนี้จึงทำทีมสัตว์แพทย์มาร่วมกับตัวอย่างข้อมูลด้วย ทั้งการเจาะเลือดไป เพื่อดูลักษณะสุขภาพของพะยูน เป็นค่ามาตรฐานของพะยูนทะเลตรัง เท่าที่ดูตัวแรกที่จับได้พบว่า สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์อย่างมาก ดูอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ มีลักษณะที่ตื่นเต้น และตื่นกลัวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย รวมทั้งได้มีการเก็บดีเอ็นเอจากช่องปาก
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะได้นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาติดตามการอยู่อาศัยหรือประชากรของมันต่อไปว่า เป็นสัตว์ประจำถิ่น หรือมีการเคลื่อนย้ายจากถิ้นไหนไปถิ่นไหนหรือไม่ อย่างไร หรือมีพะยูนจากถิ่นอื่นเข้ามาในบริเวณพื้นที่หรือไม่ซึ่งถ้านักวิชาการทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ และมีข้อมูลมากเพียงพอจากการติดตามสัญญานดาวเทียมในหลายๆตัว และหลายๆระยะ จะเกิดประโยชน์เป็นกับการศึกษาวิจัยและวางแผนร่วมกันอนุรักษ์ต่อไปเป็นอย่างมาก และจะสามารถต่อยอดไปในเรื่องการศึกษาฮอร์โมนของตัวมันด้วยว่า ฤดูกาลผสมพันธุ์จะอยู่ตรงไหน หรือแม้กระทั่งจะกระตุ้นให้มีการผสมพันธุ์ได้อย่างไรโดยลักษณะทางธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากในการดูแลอนุรักษ์ต่อไป




