ระวังร้อนตายคาแดด! เกิดเหตุชายสูงวัยโคราช เสียชีวิตในกระท่อมกลางทุ่งนา คาดเป็นไข้แดด อีกรายที่สองตกบันไดพับเสียชีวิตในสวนหลังบ้าน
เมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.ต.ประสิทธิ์ หงวนกระโทกสารวัตรเวร สภ.โชคชัย ได้รับแจ้งว่ามีชายสูงอายุเสียชีวิต 2 ราย โดยรายแรกเหตุเกิดที่กระท่อมกลางทุ่งนา อยู่บ้านบุยอ หมู่ที่ 18 ต.พลับพลา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ในที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ชื่อนายสมัย จันตำรา อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 9 ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฮุก31 จุดโชคชัย จึงได้ทำการตรวจดูสภาพศพ พบว่าตามร่างกายไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย แต่มีรอบเลือดออกตรงมุมปาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามญาติผู้เสียชีวิต ได้รับการเปิดเผยว่าเมื่อวานนี้ (12 มี.ค. 60) นายสมัย ผู้ตายมีอาการไอตลอดทั้งวัน โดยได้ทำการตัดอ้อยตากแดดที่ร้อนระอุ เมื่อตกค่ำจึงได้เห็นมานั่งดื่มสุรา และปูเสื่อนอนกลางแจ้ง พบอีกครั้งรุ่งเช้าก็กลายเป็นศพไปเสียแล้ว จึงสันนิษฐานว่า อาจจะเกิดจากอาการไข้แดด ประกอบกับได้ดื่มสุราเข้าไปอีก ซึ่งสุรามีแอลกอฮอล์เข้าไปทำปฏิกิริยากับไข้แดด จึงอาจจะทำให้เกิดอาการช็อคจนเสียชีวิตได้ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฮุก31 จุดโชคชัย จึงได้นำศพส่งไปที่โรงพยาบาลโชคชัย เพื่อทำการชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง
ส่วนศพรายที่ 2 เหตุเกิดที่สวนหลังบ้านเลขที่ 73/1 บ้านปรางค์น้อย หมู่ที่ 9 ต.พลับพลา อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา พบศพชายสูงวัยอยู่ในสภาพคอหัก นอนเสียชีวิตอยู่ใต้ต้นลำไย ในสวนหลังบ้าน ทราบชื่อต่อมาคือนายสวัสดิ์ วงษ์ท้าว อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน จากการสอบถามเพื่อนบ้านทราบว่า ผู้ตายเป็นคนชอบตกแต่งสวน โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ใช้บันไดพับปีนขึ้นไปตัดกิ่งต้นลำไย เพื่อตกแต่งกิ่งไม่ให้รกสวน ขณะที่กำลังก้าวลงมาจากบันไดพับ อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 3 เมตร ก็เห็นนายสวัสดิ์มีอาการคล้ายเป็นลม วู๊บตกลงมา ศีรษะกระแทกพื้น เพื่อนบ้านจึงได้แจ้งหน่วยกู้ภัยฮุก31 มาช่วยปั๊มหัวใจ แต่เยื้อชีวิตได้ไม่กี่นาทีก็ขาดลมหายใจเสียชีวิต เนื่องจากคอหัก
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามภรรยาของผู้เสียชีวิต (ไม่ประสงค์ออกนาม) บอกว่าผู้ตายมักจะไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า โดยชอบดื่มกาแฟ และมีอาการวู๊บบ่อยครั้ง จึงคาดว่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตในครั้งนี้ ถึงอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฮุก31 จุดโชคชัย ก็ได้นำศพส่งไปที่โรงพยาบาลโชคชัย เพื่อทำการชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง

